Archive for the ‘Housewife’s Life’ Category

10 resolutions to Go Green

Thursday, April 22nd, 2010
Share

1. Give second life a chance ซื้อของที่ทำมาจากวัสดุรีไซเคิล เช่น กระดาษชำระ สมุด พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ดีไซน์แบรนด์เนมที่ทำจากวัตถุดิบใช้แล้วปัจจุบันมีแบบฮิป เก๋ เท่ สวยงามให้เลือกมากมาย

2. Meat Free one day per week หากประชากรบนโลกงดการบริโภคเนื้อสัตว์ลงหนึ่งวันต่อสัปดาห์ จะมีการฆ่าสัตว์น้อยลง ลดการใช้พลังงานในการขนส่งเนื้อสัตว์สู่ตลาด ป่าแถวอะเมซอนไม่ถูกตัดพินาศเพื่อนำมาใช้ปลูกถั่วเหลืองทำอาหารเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ แค่ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ 1 วันต่อสัปดาห์สามารถช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมโลกได้มากกว่าที่คุณคิด

3. Energy diet หมั่นตรวจตราเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ปิดไฟแดง stand-by ก่อนเข้านอน เปิดน้ำอุ่นแต่เพียงจำเป็น เครื่องซักผ้า-เครื่องล้างจานเปิดใช้งานเมื่อผ้าและจานเต็ม เปลี่ยนมาใช้หลอดประหยัดไฟที่ใช้งานได้ยาวนานกว่า แถมช่วยลดค่าไฟฟ้ารายเดือน

4. Do charity (what you don’t need) บริจาคหนังสือและนิตยสารเก่าให้ห้องสมุด นำเสื้อผ้าที่ไม่ใส่แล้วไปให้ผู้ที่ขาดแคลน แจกจ่ายของใช้ในบ้านที่ไม่ใช้แล้วแต่ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นต่อไป ก่อนที่จะโยนทิ้งเป็นขยะรกโลก ช่วยกันส่งเสริมกระบวนการ reuse ด้วยการปฏิบัติจริง

5. Do it yourself หัดตัดเย็บเสื้อผ้าใส่เอง ประดิษฐ์ของ hand – made จากวัสดุเหลือใช้ นอกจากมีเอกลักษณ์แล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานการผลิตของใหม่ ความช่างประดิษฐ์นี้ช่วยให้เราได้เรียนรู้การใช้สอยทรัพยากรบนโลกอย่างมีคุณค่าและไม่สูญเปล่า

6. Drive efficiently ขับรถใช้เกียร์เหมาะกับความเร็วและขับด้วยอัตราสม่ำเสมอ อย่าเหยียบเบรคพร่ำเพรื่อ หัดปล่อยเกียร์ว่างทันทีเมื่อเห็นไฟแดงข้างหน้า ใช้ระบบครุยส์ คอนโทรล (ถ้ามี) เพราะจะช่วยควบคุมความเร็ว ประหยัดพลังงาน รักษาสภาพเครื่องยนต์ ปลอดภัยต่อตนเองและผู้อื่น หากต้องจอดรถยนต์นานกว่า 30 วินาที (ยกเว้นหยุดติดไฟแดง) โปรดดับเครื่องยนต์ทุกครั้ง

7. Buy organic food อาหารออร์แกนิกมีขั้นตอนวิธีการปลูกที่รักษาสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ การช่วยซื้ออาหารออร์แกนิก คือการปฏิเสธการเกษตรอุตสาหกรรมที่เร่งผลิตอันมีผลต่อสภาพแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้ราคาอาจจะสูงกว่า ขอให้ถือว่าเป็นการลงทุนช่วยรักษาธรรมชาติเพื่อส่งต่อให้ลูกหลานเรา

8. Eat at home การทำกับข้าวกินเองนั้นสะอาดสนิทใจ ช่วยลดการใช้พลังงานในการเดินทางออกจากบ้าน ลดปริมาณขยะหีบห่อ หากสามารถเลือกได้ โปรดเลือกกินอาหารออร์แกนิก ผลิตได้ในท้องถิ่นที่ออกตามฤดูกาล หรือปลูกผักสวนครัวกินเอง เรื่องปากท้องง่ายๆ แค่นี้ช่วยภาวะโลกร้อนได้มากทีเดียว

9. Be aware in everyday basic life ฝึกนิสัยเหล่านี้ให้เป็นดั่งกิจวัตร ติดถุงพลาสติกใช้แล้วหรือถุงผ้าไว้ในกระเป๋าถือหรือในรถเสมอ ใช้ภาชนะที่ล้างแล้วนำมาใช้ได้อีกแทนชนิดที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เลี่ยงการซื้อน้ำขวดพลาสติก เลือกหีบห่อที่ทำด้วยวัตถุดิบย่อยสลายได้หรือผ่านการรีไซเคิลมาก่อน สลับการเดินทางประจำวันมาใช้ขนส่งมวลชนหรือ carpool แทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวไปไหนมาไหนคนเดียว อย่าเปิดน้ำทิ้งโดยไม่จำเป็น ฯ

10. Get informed and get involved เปิดคลื่นรับข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ หากมีช่องทางเข้าร่วมปฏิบัติไม่ว่าทางสายงานอาชีพ กิจวัตรประจำวัน หรืองานในชุมชนที่ร่วมอาศัยอยู่ …โปรดอย่ารีรอ

หมายเหตุ : ส่วนล้อมกรอบของบทความ "Celebrities Go Green"
ตีพิมพ์ในนิตยสาร Woman & Home ฉบับเมษายน 2553

set Earth Hour on your body clock!!

Sunday, March 28th, 2010
Share

มัช – ไม่เปิดไฟแล้วจะไปเข้าส้วมยังไงล่ะ?
มอ – (ก็ถือแก้วเทียนไปไง นึกถึงสมัยก่อนที่คนเขาไม่มีไฟ ไม่มีส้วม เขาก็ต้องฉี่ ทำไมเขามีชีวิตอยู่กันได้ล่ะ)
มัช – จริงด้วยสิ
ซัม – ปิดไฟแบบนี้ สนุกดี เพราะทุกคนต้องมานั่งรวมกัน มีแสงสว่างอยู่จุดเดียว เรา 5 คนไม่แยกกันนั่งดีนะ
มอ – (จริง … งั้นปิดไฟแบบนี้ 1 ชั่วโมง ทุกอาทิตย์ไหม)
ซัม – เอาๆ อาทิตย์หน้าปิดกันอีกนะ 
อัน – ครบ 1 ชั่วโมงแล้ว ไฟกับโทรทัศน์จะกลับมาไหม? พรุ่งนี้จะได้ดูทีวีเปล่า?
มอ – ยังกลับมาสิ แต่ถ้าวันหนึ่งไฟไม่กลับมาแล้ว เราจะอยู่กันได้ไหม?
มัช ซัม อัน — ไม่รู้เหมือนกัน ไฟฟ้ามันจะหมดได้ยังไงล่ะ มันหมดได้จริงเหรอ!!
(แปลความจากบทสนทนาภาษาดัทช์)

ปีนี้วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม 2553 คือ วันหมุนนาฬิกาช่วงฤดูร้อนให้เร็วขึ้นอีก 1 ชั่วโมงสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ดินแดนบนโลกฝั่งตะวันตก พวกเราได้รับโบนัสแสงสว่างยาวเพิ่มขึ้นเช่นนี้ทุกปี จากนี้ไป 6 เดือนชีวิตของเราจะมีแดดแยงตายามเช้าเร็วขึ้น มืดช้าลง ทุกชีวิตที่ผ่านช่วงเวลาอับเฉาจะได้ฟื้นคืนชีพเริงร่า ใบไม้เริ่มปริ นก แมลง ผีเสื้อเริ่มออกหากิน ผู้คนเริ่มเปลือยตีนและลำแขนออกมาตากแดด แสงตะวันฉายส่องไล่ความมืดที่เก็บกักทุกชีวิตมานานกว่า 4 เดือนให้เลือนหายไปชั่วขณะ แต่อีกไม่นานความมืดจะย้อนเวียนกลับมาห่มคลุมทุกชีวิตอีกคราตามฤดูกาลเช่นนี้เรื่อยไป — ทุกๆ ปี 

เมื่อแสงตะวัน – พลังงานจากธรรมชาติมีช่วงเวลาหดสั้นลงเป็นโคจรของฤดูกาล มันส่งผลกระทบต่อการดำเนินไปของสรรพสิ่งทั้งมวล สิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า คน ในปัจจุบันมีชีวิตอิงกับปุ่ม เมื่อโลกเริ่มมืดลง เราเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟให้สว่างจ้า คุ้นเคยกับความสะดวกสบายที่พลังงานเนรมิตมาให้ เปิดก๊อกแล้วน้ำไหลมา เดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตเลือกซื้อสินค้าและอาหารหลากยี่ห้อวางเต็มชั้นขายได้ตามปรารถนา ขอแค่มีกำลังเงินและเครดิตการ์ดในกระเป๋าสตางค์

กิจวัตรชีวิตในทุกๆวันที่ดำเนินกันไป เราอาจไม่อยากฉุกคิดกังวลหาเรื่องปวดประสาทให้มากขึ้นกับชีวิต ด้วยคำถาม…ไฟมาจากไหน? น้ำมาจากไหน? อาหารที่เรากินใครผลิตมา? ยิ่งผู้คนที่มีคุณภาพชีวิตเป็นเลิศอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้ว ไม่ได้นั่งกินน้ำปนดินโคลนอยู่แถวแอฟริกา เมื่อทำงานมีเงินจ่ายทุกอย่างที่สามารถซื้อมาได้ด้วยเงิน มันคือความสุขอันชอบธรรม!! จะทำอะไร จะจ่ายอะไร จะถลุงอะไร — เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา … หรือเปล่า?

หรือบางทีไม่เราก็คุณอาจลืมคิดไปไกล ใคร (ไม่รู้) นะชอบมาย้ำกรอกหูเตือนอยู่บ่อยๆ ว่าชีวิตนี้มันสั้น จงเอนจอย สำราญสุขกันให้เต็มที่ เกิดมาแล้วหนึ่งหนจะต้องทนทุกข์ไปทำไม ยามมีสุขเราควรลืมสิ้น…จริงล่ะหรือ!! ทุกสิ่งทุกอย่างมีวันหมดอายุ — ความสุขก็เช่นกัน คนเคยรักกันหวานชื่นยังจืดขม อกเอ๋ยอกตรมหนองไหลมาเป็นน้ำตา แม้เงินในแบงค์ในไหยังมีอยู่เต็มชนเลข 10 หลัก เอามาถลุงความสุขไปได้อีกนาน แต่คงมีสักวันเงินจะซื้อความสุขให้เราไม่ได้อีกต่อไป

เคยคิดกันไหม? — โลกหรือเราจะตายก่อนกัน

เฮ้อ … แล้วจะคิดไปทำไมให้ตัวเองบ้า (ไปกว่าทุกวันที่บ้าอยู่) แต่ขอหน่อยเถอะนะ บางวันที่ว่างๆ แล้วนึกอยากบ้าเล่น อะไรผ่านทะลุเข้ามาสะกิดหัวใจ ขอคิดสักหน่อย คนมันชอบกลุ้ม อืม…วันหนึ่งวันนั้นที่เราไม่เคยคิดถึงและรอคอยมันกำลังหิ้วกระเป๋าเดินทางมาเยี่ยมเรา ไม่ว่าจะรอคอยการมาถึง สนใจ ใส่ใจ หรือฉันจะไม่แคร์สื่อใดๆ ทั้งสิ้นก็ตาม วันหนึ่งวันนั้น “เขา” กำลังเดินทางใกล้จุดหมายปลายทาง ณ บ้านใครบ้านมัน…ทุกขณะ

ธรรมชาติแกล้งหลอกล้อ หรือมนุษย์เรากำลังหลอกตัวเองไปวันๆ
 
เด็กสมัยนี้มีชีวิตอยู่กับปุ่มนานาชนิด ทุกอย่างเสนอมากึ่งสำเร็จรูป คนรุ่นใหม่ที่ชาญฉลาดพูดได้ 4-5 ภาษา บางทีก็น่าเวทนาที่ไม่อาจแยกวัวกับควาย เป็ดกับไก่ว่ามันต่างกันอย่างไร จับคู่เนื้อปลากับชื่อหน้าตาปลาไม่ได้ เพราะที่นี่แล่เนื้อปลาสำเร็จขาย ไม่เห็นทั้งหัว ครีบ และเกล็ด ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่แกะก้างปลากินเองไม่เป็น มีอีกหลายสิ่งมากที่ทำให้ชีวิตคนรุ่นเรา “ติดกับเปลือกและปุ่ม” ซักผ้าด้วยมือไม่เป็น ไม่มีกูเกิ้ลทำการบ้านส่งไม่ได้ กระดาษเขียนจดหมายถูกเก็บลืมอยู่ในกล่องมานานหลายปี ทุกวันนี้นั่งลบอีเมล์สแปมวันละร้อยกว่าๆ อยู่ทุกวันแทน

Earth Hour ของคนรุ่นเรานับค่าหมุนต่างจากโมงยามของคนสมัยก่อน – ผู้รู้จักพืชทุกชนิดที่ให้สีธรรมชาติ รู้จักมองฟ้า-มองดาว ข้างขึ้น ข้างแรม พระจันทร์ฉายส่องเพื่อวางแผนการเกษตรและประมงโดยยึด “ปฏิทินโหราศาสตร์” (Astronomy calendar) อันเป็นที่มาแห่งขบวนการออร์แกนิกในปัจจุบัน (Biodynamic agriculture) ยุคสมัยแห่งการคิดค้นประดิษฐ์นานาเทคโนโลยีใหม่ๆ มนุษย์อาจมีความพยายามเอาชนะธรรมชาติอยู่ไม่หยุดยั้ง แต่เรามองข้ามหนทางที่ง่ายกว่า ไม่ต้องคิดเอาชนะใคร แค่ถอยหลังบางก้าวกลับคืนสู่ธรรมชาติ ทำความเข้าใจวงจรเวลาที่หมุนอยู่บนโลก ไม่ลืมหยิบสัญชาตญาณที่มีอยู่ในตัวเองมาใช้ชีวิตให้มากขึ้นอีกนิด เมื่อเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ มนุษย์ที่แสนฉลาดจะได้รู้จักสามารถเอาตัวรอดได้เท่าสัตว์โลก-ผู้ฉลาดน้อยกว่า ผู้กดปุ่มไม่เป็น เลยยังคงสัญชาตญาณแห่งการใช้ชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมาได้จนบัดนี้ 

ก่อนที่ชีวิตจะลาจากโลก หรือโลกจะลาจากไป ทุกชีวิตยังมีทางเลือกที่จะช่วยต่ออายุโลกและอายุตัวเอง แค่ลองผ่อนถอยชีวิตกลับคืนสู่สามัญกันบ้าง ช่วยถนอมทุกอย่างบนโลกไว้ให้ทุกชีวิตได้ร่วมใช้สอยไปอีกนานๆ หากชีวิตเราทุกวันนี้อยู่ดีมีสุข อย่าลืมเก็บความสุขสะสมเผื่อลูกเผื่อหลาน เผื่อหมีควาย เผื่อเพนกวิน เผื่อไลเคน มอส เฟิร์น เผื่อปะการัง … 

การพูด การเขียน การรณรงค์ ช่วยกระตุ้นจรรโลงหัวใจให้ชุ่มชื่นมีความหวังใหม่ได้เสมอ แต่ยิ่งนานวันไปสายลมที่โชยพัด-แสงแดดที่ส่องผ่านไปในแต่ละฤดูกาล กลิ่นลมหอมสดชื่น ลำแสงที่ส่องทางสว่างอุดมไปด้วยถ้อยคำเก๋ๆ ข้อเขียนคมๆ แคมเปญล้นโลกจนแสบหูแสบตา หากทำไมในบางวันตัวเรายังเกิดความวิตกหวั่นไหว-แสบใจได้อยู่เนืองๆ ไม่เสื่อมคลาย 

ช่าง…คำพูดสวยหรู! ช่าง…คำคมบาดใจ! ช่าง …สารพัดแคมเปญ! มันจะมีความหมายลึกซึ้งอื่นใดกันเล่า หากเราคิดว่ามันเป็นแค่ละอองฝุ่นละอองเกสรที่ลอยลมมากระทบหูกระทบตา ระคายจนแอบเคือง จามจนน้ำตาเอ่อขี้มูกไหล พาลจับไข้ละอองฟางทุกต้นฤดูกาลใบไม้ปริ ช่างมันสิ…อีกประเดี๋ยวฝุ่นและควันคงจางหายไป คล้ายการเวียนมาถึงและเวียนจากไปของฤดูกาลที่ผันผวน มันอาจเป็นวงจรอุบาศว์ให้แอบบ่นสบถเบื่อซ้ำซาก-เป็นพักๆ

หรือมันคงจะเป็นเช่นนั้น …เรื่อยไป ตราบใดที่ตัวเราไม่คิดช่วยอะไร แล้วใครหน้าไหนจะมาช่วยเรา อย่าคิดเช่นนั้นต่อไปอีกเลย มาช่วยๆ กันเถิด ลงมือทำไปคนละมือสองมือ ไม่ต้องรอให้มีมือสิบมืออย่างทศกัณฑ์จึงค่อยลงมือทำอะไร เพราะวันนั้นจะไม่มีวันมาถึงในความเป็นจริง ใครไม่ทำก็อย่าไปว่าเขา ขอแค่ตัวเรามุ่งทำอยู่ ทำไป ทำวันละนิด ทำแล้วจิตแจ่มใส ทำไปนานๆ

โปรดอย่าเลิกทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่า ดี จงคิดแบบปัจเจกชนผู้ยิ่งใหญ่ว่าตัวเราสำคัญกว่าใครๆ บนโลก ถ้าเราไม่เริ่มทำ แล้วใครเล่าจะเริ่ม … จริงไหม!!

set Earth Hour on your body clock…now!!  

to read more  http://www.earthhour.org/

Earth Hour 2010 takes place on Saturday 27 March at 8.30pm (local time) and is a global call to action to every individual, every business and every community throughout the world. It is a call to stand up, to take responsibility, to get involved and lead the way towards a sustainable future. Iconic buildings and landmarks from Europe to Asia to the Americas will stand in darkness. People across the world from all walks of life will turn off their lights and join together in celebration and contemplation of the one thing we all have in common.

ความสุขปลายปี

Tuesday, January 5th, 2010
Share

วาระการเปลี่ยนปีศักราชและการเฉลิมฉลองเทศกาลในเดือนธันวาคมนั้น แม้จริงๆแล้วเป็นเพียงแค่การสมมุติความสุขของมนุษย์ หากช่วงเวลารื่นเริงแห่งชีวิตที่ถูกสมมุติปลายปีขึ้นเช่นนี้ถือเป็นโอกาสแสนสุขที่เรารอคอยให้มาถึงเกือบทุกปี-โดยเฉพาะหลังจากที่มีลูก เพราะได้ขี้เกียจอยู่กับบ้าน อบเค้ก ปั้นคุกกี้ ทำอาหารอร่อยๆ กิน นั่งผลิตการ์ดปีใหม่ส่งสู่ญาติมิตรในครอบครัว-มิตรสหายที่อยู่ห่างไกลหลายมุมโลก ได้รื้อกล่องเก็บของประดับต้นคริสต์มาสและของแต่งบ้านที่จะหยิบใช้กันแค่ช่วง 1 เดือน มานั่งแต่งบ้านกับลูกๆ เป็นกิจกรรมเล่นเกมความสุขในครอบครัว

สมัยก่อนตอนยังทำงานอยู่กอทอมอ- เมืองตึกสูงติดฟ้าอมร เราชอบนั่งรถเมล์เล่นรอบเมืองช่วงปีใหม่ ขึ้นรถเมล์สายไหนก็มีที่ให้นั่ง – มีความสุขจริงๆ คนทำงานออกนอกเมืองไปท่องเที่ยว ไปเยี่ยมครอบครัวกันหมด ตัวเราโชคดีที่หาโอกาสหนีออกนอกเมืองได้ทุกใจอยากเวลาทำงาน เลยชอบเลือกอยู่ในเมืองโล่งๆ ช่วงวันหยุดยาว เมืองใหญ่น่ารักน่าอยู่ขึ้นเยอะเวลาที่มันโล่งๆ ไม่วุ่นวายแออัด เมืองที่โล่งๆ เหงาๆ ดูไม่ค่อยเป็นเมืองที่สมบูรณ์นัก

ชีวิตช่วงปีใหม่ของเราตอนนี้ยังมีอารมณ์คล้ายสมัยอยู่กอทอมอ ไม่อยากไปไหนเลย พอถึงช่วงวันหยุดยาวๆ สิ่งเดียวที่ปรารถนา คือ นอน นอนตื่นให้สายโด่งสมอยาก เราไม่ใช่คนตื่นเช้ามาตั้งแต่เล็ก ช่วงที่จำต้องตื่นเช้าไปโรงเรียน ไปทำงานนั้นเป็นความอดทน ทรมาน และพยายามสาหัส พอหลุดจากระบบโรงเรียนและการทำงานตอกบัตร (ที่ตลอดชีวิตทำได้นานที่สุดแค่ 1 ปี) เรารู้สึกเป็นอิสระกับการตื่นนอนของตัวเองมากขึ้น ไม่มีกริ่ง ระฆัง บัตรที่แดงเถือกมาตอกกระดองใจให้เจ็บปวดสะดุ้งไหว

แต่มาถึง ณ วันนี้ วัยนี้ ด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ ทำให้เราตื่นเช้าได้ แม้ไม่ได้พิศวาสยามเช้ามากขึ้นนัก อาทิตย์ก่อนเด็กๆ ปิดเทอม หนุ่มที่บ้านนับวันถอยหลังให้ทุกวัน เอาน่า … อีกสามวัน…อีกสองวันจะได้นอนตื่นสายแล้ว แต่วันนี้ตื่นมาพาลูกไปส่งที่โรงเรียนก่อน (เล่าแล้วภูมิใจตัวเองนะเนี่ยที่พาลูกไปส่งโรงเรียนได้ทันเวลามาตั้ง 5-6 ปี) สารภาพแบบไม่อายความเป็นกุลสตรีว่าไม่เคยตื่นก่อนหนุ่มที่บ้านเลย กาแฟก็ไม่เคยชงให้เขากิน หนุ่มเสิร์ฟกาแฟให้ที่เตียงทุกวัน

ช่วงวันหยุดยาวส่งท้ายปีนี้ ดินแดนที่เราอาศัยอยู่ได้โบนัสแถมพิเศษมาจากธรรมชาติ คือ หิมะโปรยลงมาวันสุดท้ายที่โรงเรียนเด็กๆ ปิดเทอม นึกภาพสิว่าสวรรค์แค่ไหน หิมะตกมาในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ เพราะจากนี้ไปสองสัปดาห์ ไม่ต้องตื่นเช้า ไม่ต้องเร่งรีบขับรถฝ่าหิมะไปส่งลูกที่โรงเรียนแต่เช้าตรู่ ไม่ต้องแต่งตัวรัดกุมกันความหนาวเยือก … ไม่ต้องอะไรทั้งสิ้น อากาศหนาวหิมะหนา ก็ช่างมันประไร เราห่มผ้านอนยันเที่ยง เอ๊ย … นอนตื่นสายๆ แล้วก็ห่มความอุ่นอยู่แต่ในบ้าน มองเย้ยโลกภายนอกสีขาวนุ่มๆ แบบไม่เดือดร้อนกังวลใจ ไม่ต้องใส่บู้ทหนาไปย่ำมัน ยืนมองโลกขาวปุยเพลินผ่านหน้าต่าง ชีวิตไม่หนาว ไม่รีบ ไม่ต้องเคลื่อนย้ายเดินทางไปไหน อยากนอนเมื่อไหร่ เราก็นอน นอน และนอน

ช่วงที่โลกมืดยาวนานในฤดูหนาวแถบนี้ เช้าแปดโมงแสงแดดยังไม่ส่อง สี่โมงครึ่งโลกก็มืดซะแล้ว กองไฟในเตาผิงช่วยบรรเทาชีวิตให้หม่นน้อยลง เวลาที่นั่งมองไฟลุกช่วงเหมือนได้ท่องความคิดตัวเองเดินทางไปได้ไกลโพ้นทางจินตนาการ นั่งพิงความอุ่นสู้หนาวบนโซฟาตัวใหญ่อ่านหนังสืออย่างไม่ต้องคอยกังวลเวลา ช่วงก่อนปีใหม่หนังสือพิมพ์-นิตยสารต่างๆ จะทำฉบับพิเศษหนาปึกออกมา ตลอดทั้งปีช่วงหลังๆ เราไม่ค่อยได้อ่านหนังสือพิมพ์รายวันเป็นประจำ อาศัยอ่านข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตแบบรวบรัด สรุปความ อารมณ์ที่ได้ทิ้งตัวนั่งอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารทั้งวี่ทั้งวันเป็นความสุขที่ประหลาดล้ำ ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกลๆ ไม่ต้องซื้อของขวัญอันใดมามอบให้ วันหยุดที่แสนสุขขอแค่ได้มีเวลาทอดหุ่ย อ่าน อ่าน อ่าน เช่นนี้ – สุขีกว่าสิ่งใดจริงๆ

ฤดูหนาววันมืดๆ ยังเป็นช่วงเหมาะที่จะตะลุยดูหนังเรื่องโปรดๆ ทุกค่ำคืน เราไม่ได้ไปดูหนังตามโรงใหญ่มานานมากแล้ว เพราะไม่อยากวุ่นวายเตรียมการหาพี่เลี้ยงเด็ก ตลอดปีนั่งอ่านข่าวรีวิวหนังใหม่ๆ ฟังคนเขาเล่ากันไป แล้วจดๆ ชื่อหนังของผู้กำกับในดวงใจที่อยากดูประจำปีไว้ รอคอยเวลาโลกมืดยาวนานสี่เดือน แล้วจึงหยิบความสุขที่กองรอมาตลอดทั้งปีออกมาฉายดูกันไปทุกค่ำคืน หนุ่มที่บ้านมีโปรเจ็คท์เตอร์สำหรับใช้งานสัมมนา ติดตั้งระบบสเตอริโอเซอร์ราวนด์ไว้ เมื่อเอาโปรเจ็คเตอร์มาฉายหนังจอใหญ่ใส่ระบบเสียงวิ่งรอบหัว มันก็ให้บรรยากาศและคุณภาพหนังเหมือนได้ไปดูตามโรงหนังเลยทีเดียว ข้อดีที่แตกต่างมากกว่า คือ เราจะหยุดฉายหนังเพื่อไปฉี่ ไปเติมเบียร์ ไปชงชาช่วงไหนก็ได้ การนั่งๆ นอนๆ กลิ้งๆ อยู่ในบ้าน ไม่ต้องออกไปไหนเลยหลายๆวัน (ตุนอาหารไว้เพียบ) เป็นการพักผ่อนที่สุดยอดจริงๆ บางวันเราใส่กางเกงเอวยืดอยู่บ้านทั้งวัน ไม่ต้องแต่งตัวรัดกุม ผมบนหัวไม่ต้องหวีสาง ชีวิตเรื่อยๆ สบายๆ เช่นนี้…สุขที่สุดแล้ว

ความสุขของเรานั้นช่างตรงข้ามกับครอบครัวเพื่อนดัทช์-ฝรั่งเศสหลังบ้าน ซึ่งพอถึงวันหยุดยาวทีไรก็ขนครอบครัวยกโขยงขับรถลงใต้ไปตอนเหนือของฝรั่งเศสบ้านเก่าของภรรยาทุกคราไป ขับรถขึ้นลงไปๆมาๆ ตลอดทั้งปี 20 กว่ารอบ พอวันหยุดสั้น-ยาวมาถึงเขาก็บึ่งกันไปทันทีในวันรุ่งขึ้น บ้านรกๆ ฝั่งนี้ปิดทิ้งไว้ไม่ใยดี เรามองๆ เขาแล้วแอบเหนื่อยแทน เพราะครอบครัวนี้ลูกเล็ก 4 คนและทำงานกันทั้งคู่ (เป็นด็อกเตอร์ซะด้วยนะ) ทำงานกันตลอดอาทิตย์ วันหยุดยาวๆ ไม่อยากนอนพักผ่อนถอนหายใจหรือไร แต่ชีวิตใครชีวิตมัน – มีเรื่องมันส์กันคนละแบบ เราเริ่มแก่แล้ว บังอรเลยอยากนอนโลดฉลองความขี้เกียจซะให้เข็ด

เมื่อวันหยุดที่ผ่านมา เราเดินออกไปเตือนเขาล่วงหน้าว่าแค่กลับไปเยี่ยมบ้าน ไม่ได้จองที่พักยกเลิกไม่ได้ ทำไมไม่เดินทางพรุ่งนี้เล่า หิมะกำลังตกหนักและตกไปทั้งวัน ตอนนั้นก็กองหนาเกินฟุตเข้าไปแล้ว ระยะทาง 400 กว่ากิโลที่พวกเขาต้องตะบึ่งกันไป จากที่เคยใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงธรรมดาอาจจะปาเข้าไป 10 ชั่วโมง และมันอันตรายเพราะรถเขาไม่ได้เปลี่ยนใส่ยางฤดูหนาวที่ดอกยางเกาะกุมถนนได้ดีอีกด้วยนะ (พวกเราก็เป็นห่วง) คนสามีรับหน้าที่โชเฟอร์ตอบมา “แล้วจะบอกเมียอย่างไร ถ้าเปลี่ยนใจไม่ไปวันนี้ ก็เธอวางแผนว่าจะไป!!” อะ…ไปๆ ขอให้โชคดี อย่ามีอุบัติภัยใดๆ กลางทาง

ครอบครัวเราสองสนิทกันมาก เวลาครอบครัวนี้จะเดินทางก็แวะมาฝากบ้านกับเราบ่อยๆ บางทีเขาบึ่งกันไปแบบไม่วางแผนใดๆ พอตกค่ำไปถึงที่หมายเพิ่งนึกได้ อีเมล์กลับมาหาเราว่าลืมโน่นลืมนี่ในบ้าน ช่วยวางถังขยะที่เขาจะมาจัดเก็บให้หน่อย? หรือฝากให้อาหารกระต่ายหลังบ้านหน่อย? (ลืมสัตว์เลี้ยงหลังบ้านได้ไงหนอ เดี๋ยวมันได้ตายแหงแก๋) เราผู้ขี้เกียจเดินทางเลยช่วยดูแลบ้านให้เขาไป คราวนี้เจ้ากระต่ายสองตัวที่กำลังเข้าวัยหนุ่มถูกทิ้งให้หนาวเหน็บอยู่ในกรงหลังบ้านเดียวดาย

เรานั้นด้วยความห่วงใย พอตกค่ำวันที่เขาเดินทางจากไป ส่ง sms ไปถามข่าวว่าถึงที่หมายปลอดภัยดีไหม? พวกเขาส่งข้อความตอบกลับมา…ถึงที่หมายแล้ว ขับรถตลอดทางเร็วได้แค่ 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง บนถนนไฮเวย์ที่ปกติเหยียบได้ 120 … (ช่างอดทนเดินทางฝ่าหิมะกันไป – นับถือใจท่านๆ)  หนุ่มที่บ้านเดินเทียวไปดูกระต่ายให้อาหารและเปลี่ยนน้ำทุกวัน เพราะถ้าทิ้งไว้ข้ามวันน้ำจะแข็งเป็นน้ำแข็ง กระต่ายจะดื่มจากขวดไม่ได้

เกือบ 1 อาทิตย์ผ่านไป คนสามีบึ่งรถกลับมาเข้าเวรยามที่โรงพยาบาล 3 วัน แล้วจะขับกลับไปวันก่อนสิ้นปีเพื่อฉลองปีใหม่กับครอบครัวที่ฝรั่งเศสอีกรอบ (คิดภาพตามว่าน่าสนุกสนานเพียงไร ขับรถไปขับรถมาบนถนนลื่นๆ อากาศเยือกๆ ท่ามกลางหิมะเช่นนี้) ไม่ว่าไร …ช่วยอะไรได้ช่วยไป หัวค่ำวันหยุดก่อนปีใหม่ที่เราห่มความขี้เกียจ นั่งกลิ้งๆ อยู่ในบ้าน กริ่งที่ประตูบ้านดังขึ้น เพื่อนหลังบ้านสวมหมวกกันหิมะปิดหูมิดชิดยืนกอดเบียร์และถุงพลาสติกใบหนึ่งยืนยิ้มเผล่ เขาเมอร์รี่คริสต์มาสทัก แล้วยื่นเบียร์ฝรั่งเศส panaché (ค๊อกเทลเบียร์ที่มีปริมาณ Lกฮ > 1%) ขวดเล็กจิ๋วมาให้เราหนึ่งแพ๊ค (10 ขวด) แถมแล้วถุงพลาสติกในมือ – ที่บรรจุนิตยสารอาหารของฝรั่งเศสที่เขาเริ่มจำได้ว่าเราเคยฝากเขาซื้อครั้งก่อน ตานี้เลยสะดวกใจไหว้วานอะไรบ้านเราก็หอบเบียร์ panaché หนึ่งแพ๊คและนิตยสาร Saveurs มาฝาก … ทำเอาเรายิ้มปลื้มแก้มปริ สวมกอดขอบคุณไปหนึ่งอ้อมแขน (หนุ่มที่บ้านผู้เดินไปให้อาหารกระต่ายไม่ได้ของตอบแทนอะไรเลย-ซะงั้น คนกลิ้งๆ อยู่ในบ้าน “ส้มหล่น” ได้ไง)

เพื่อนหลังบ้านน่ารักเช่นนี้เอง แม้จะมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันมาก แต่ทุกคนต่างเลือกความสุขในแบบของตัวเอง จริงแล้วเราไม่เคยเรียกร้องของขวัญและของตอบแทนในการทำสิ่งใดให้กับใคร เพราะถือว่าช่วยเขาช่วยเรา สักวันเราก็อาจจะต้องขอความช่วยเหลือเพื่อนบ้าน มันเหมือนความสัมพันธ์อันดีในการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ ไม่พูดไม่จา ไม่นำพาสนใจเรื่องราวของกันและกัน เพราะมันจะยิ่งทำให้ฤดูกาลที่นี่หนาวตลอดทั้งสี่ฤดู หากเพื่อนบ้านและคนรอบตัวที่อาศัยอยู่ใกล้กัน มีแต่สีหน้าเย็นชา ไม่รู้หนาวรู้ร้อน เรื่องเธอไม่ใช่เรื่องฉัน เรื่องฉันใครจะมาสนใจล่ะ …จริงไหม? ค่ำคืนหนาวเย็นเดียวดายที่ครอบครัวยังอยู่ที่ฝรั่งเศสกันหมด เราเลยชวนเพื่อนหนุ่มหลังบ้านมากินข้าวมันไก่มื้อเย็นกับครอบครัวเราด้วยเลย เพราะเห็นเขาซื้อซูชิกล่องจ้อยบรรจุข้าวปั้น 8 ชิ้นกลับมาจากร้านที่สถานีรถไฟตอนเลิกงาน กะมาหุงข้าวกินเพิ่มตามลำพัง ทีแรกเขาปฏิเสธอย่างเกรงใจ แต่เราไม่ยอมปล่อย อ้างว่าไก่อบอาหารเหลือจากมื้อคริสต์มาสที่บ้าน “เยอห้ามพลาดซอสข้าวมันไก่ของอิก … magic!!”สุดท้ายเขาเลยยอมเดินกลับไปหอบกล่องซูชิและเบียร์มาอีก 2 กระป๋องเปิดดื่มกับหนุ่มที่บ้านเรา

แม้โลกจะหนาวจนไม่อยากออกไปข้างนอกสักก้าว แต่เทคโนโลยีกำลังล้ำสมัยฉุดไม่อยู่อย่างทุกวันนี้ ทำให้เราไม่ตัดขาดจากโลกภายนอก ยังได้สื่อสารพูดคุยกับเพื่อนๆ และใครๆ อยู่ตลอด นับจากอินเตอร์เน็ตเสียบปลั๊กให้คนทั้งโลกมานั่งจ้องหน้าจอคุยกันทางตัวอักษร โปรแกรมต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ ทุกปี ช่วยให้ผู้คนรู้ข่าวความเคลื่อนไหวกันอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวี่ทุกวัน โปรแกรม Facebook และ Twitter ปีนี้ได้รับความนิยมมาก จากที่เรามีเฟสบุ๊คมาสองปีกว่า หากไม่ค่อยอะไรกับมันนัก ลองใช้แค่อยากรู้และตามข่าวสารที่น่าสนใจ จนครึ่งปีหลังดูเหมือนใครๆ จะทยอยมาใช้ Facebook และ Twitter จนทำให้เครือข่ายคึกคักมีอะไรให้ดูเล่นอ่านจริงมากมาย แล้วแต่เวลาที่เราจะไปใส่ใจกับโลกเสมือนที่มีแต่ตัวอักษรวิ่งอัพเดทแทบทุกนาทีแค่ไหน

ในเทศกาลเฉลิมฉลองวันหยุดยาวๆ อาจมีหลายคนที่มีกิจกรรมรื่นเริงเต็มเพียบ แต่ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่มีโปรแกรมใด อาจต้องอยู่โยงลำพังหงอยๆ หรือทำงานตลอดวันหยุด ชีวิตช่วงบรรยากาศรื่นเริงอาจนำความเหงา เศร้า หดหู่มาเกาะกินใจทรมานคนเราได้อย่างสาหัสกว่าปกติ โปรแกรมสื่อสารสมัยใหม่มีข้อดีตรงช่วยฆ่าความเหงาโดดเดี่ยวตรงนี้ให้เบาบางได้บ้าง อย่างน้อยก็เป็นช่องทางให้ได้พูดคุย ไม่ทำให้ชีวิตใครบางคนต้องรู้สึกอ้างว้างเหมือนนั่งอยู่คนเดียวบนโลก แต่ท้ายที่สุด หากยอมรับว่าความเหงาคือส่วนหนึ่งของชีวิตคนเรา อยู่กับโลกเสมือนบ้างตามโอกาส แต่อย่าลืมกลับสู่ชีวิตจริง…ที่เราต้องผ่านมันไปให้ได้เสมอ

ราวสองอาทิตย์ก่อนปีใหม่ เราแอบตามอ่าน twitter ของศิลปินที่เราชื่นชมคนหนึ่งเกือบทุกวัน ไม่เคยรู้สึกสนุกกับการตามแอบดูกิจวัตรของใครที่ไม่รู้จักมักคุ้นเช่นนี้มาก่อน ได้รับรู้ชีวิตส่วนตัวบางมุมและความคิดในบางวันของเขา ตลอดมาเคยรู้จักและเห็นเขาร้องเพลงร็อคเพราะๆ อยู่บนเวที แต่เมื่อมาติดตาม twitter ของเขา ได้รับรู้ว่าศิลปินก็มีชีวิตประจำวันไม่ต่างจากเราๆ บางวันในฤดูหนาวตื่นเช้ามารถเขาแบตเตอรี่ตาย, เผลอปิดประตูหลังบ้านโดยไม่มีกุญแจ, ไปดูหนัง avatar ที่กำลังฮิต, มาเล่าว่าตื่นเต้น(เหมือนกัน)ที่เดินสวนกับจอห์นนี่ เด็ปป์ที่ห้างแห่งหนึ่งในลอนดอน, มาบ่นระงมว่าต้องแบกลูกชายวัยสิบหกเดือนขึ้นเนิน Glastonbury Tor พร้อมด้วยรูปวิววันฟ้าใสบนนั้นที่เขาสแน้ปส์จากมือถือมาฝากกัน …

ความลับแห่งความสุขประจำปีของเรา เล่าแล้ว…อย่าบอกต่อใคร สาเหตุเดี่ยวๆ ที่เราตัดสินใจใช้  facebook เมื่อสองปีก่อน ก็เพื่อเอาไว้เป็นช่องทางตามงานของนักทำสารคดีชาวอังกฤษที่เราชื่นชมคนหนึ่ง พอปีนี้เราใช้ twitter ก็เหตุผลเดียวกัน เราเพิ่งเริ่มตามอ่านชีวิตศิลปินที่เราโปรดปราน โปรแกรมเครือข่ายสร้างเพื่อนใหม่ – เราไม่ได้สนใจอะไรนักหรอก เพราะเพื่อนบนโลก เพื่อนเก่า เพื่อนรอบบ้าน เรามีมากพอแล้ว  การได้เข้าไปใกล้ชิดเป็นเพื่อนติดตามความเคลื่อนไหวบุคคลที่เราชื่นชมศรัทธาเงียบๆ เช่นนี้ข้างเดียวต่างหาก ที่ทำให้เราอมยิ้มได้เกือบรายวัน … ขอยืนยันเราไม่ใช่ stalker แน่นอน — แค่อยากรู้ว่าเขาสบายดี ยังพอมีแรงทำงานดีๆ ให้เสพอีกบ้างไหมในเร็ววัน เพราะเราแอบตั้งตาคอยทุกความคิดที่เขาเขียนบันทึกออกมา 

นี่คือความสุขปลายปีที่ผ่านมาของเรา ความสุขปลายปีและต้นปีของคุณล่ะ … มีเรื่องราวอย่างไรบ้าง?

Let it snow

Sunday, November 23rd, 2008
Share
ฤดูหนาวมาเยือนแล้วจริงๆ อุ่นอิงเตาผิงอยู่ในบ้าน จิบโกโก้ร้อนๆ และนอนอ่านหนังสือเป็นวันอาทิตย์ที่แม่แสนเกียจคร้าน รีดผ้าหมดบ้านแล้ว นั่งแหมะข้างๆ

เด็กบางคนที่กำลังบันทึกจินตนาการ ในระหว่างที่พี่ๆ ออกไปเล่นปาหิมะ เจ้าตัวเล็กทนหนาวได้ไม่นาน วิ่งกลับมาอิงความอุ่นในบ้าน วาดรูปเล่นอย่างสุขสงบดีกว่าเอย

too nice, too bad

Tuesday, April 1st, 2008
Share

การเขียนบล็อกทุกวันหรือทุกสองวัน เป็นสิ่งที่รู้ล่วงหน้าสำหรับตัวเองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้หรอกนะ แม้ว่ามีเรื่องอยากเขียนได้ทุกวัน บางวันมีมากกว่าสองเรื่อง บางทีมาขึ้นหัวเรื่องไว้เพื่อจะมาเขียนต่อให้จบตอนดึกๆ ยามสมาชิกตัวเล็กสลบ บ้านสงบเงียบ หากพอบ้านสงบ ก็ได้พบว่าความคิดที่เคยลิงโลดตอนบ้านบรรยากาศตึงตังมันก็พลอยสงบเงียบ(และง่วง)ตามไปด้วย ลืมไปเกือบหมดสิ้นว่าจะมาเขียนต่อหัวข้อว่าอะไรมั่ง

(more…)

ปาฏิหาริย์แห่งการ(ไม่)ตื่นสายอยู่เสมอ

Monday, February 4th, 2008
Share

นิสัยเหลวไหลที่สุดของตัวเอง ซึ่งแก้ไขยากมากๆ คือ นอนตื่นสาย แต่เด็กจนเริ่มแก่นึกย้อนไปยังอับอายที่มีชีวิตรอดกฎแห่งเวลามาได้แบบ “หวุดหวิด” ชนิดที่ว่าเดินทางไปถึงจุดหมายก่อนเวลาสัก 1 นาทีแทบนับครั้งได้ โล่งอกยกใหญ่หากไปถึงตรงเวลาเป๊ะๆ ส่วนใหญ่จะล่าช้าเสมอ (คือ ช้ามากกว่าห้านาทีขึ้นไป) ช่วงชีวิตนักเรียนตั้งแต่อนุบาล ประถม  มัธยมฯ มหาวิทยาลัย จนกระทั่งเริ่มสมัครงาน ไปนั่งทำงานกินเงินเดือน ฉันมักโผล่หน้าไปถึงจุดหมายด้วยตราประทับสีแดงหราว่า “สายโหล่”   

โรงเรียนประถมสมัยเด็กตั้งอยู่ห่างจากบ้าน เดินเท้าไปแค่ห้านาทีเท่านั้น เวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ คือ แปดโมงครึ่ง บางวันแปดโมงสิบห้าฉันยังไม่ลุกจากที่นอน จึงเป็นเรื่องน่าเอือมของคนที่เป็นแม่มากจำต้องมาลากปลุกให้ฉันลุกตาลีตาเหลือก ไปอาบน้ำแปรงฟัน แต่งชุดนักเรียน โกยข้าวเคี้ยวกลืนเข้าปาก แล้วคว้ากระเป๋าหนังสือวิ่งอ้าวหน้าตื่น เดินเท้าคงไม่ทันกาล ไต่สะพานข้ามคลอง เลี้ยวซ้ายเข้าเขตโรงเรียน แล้วตรงดิ่งพุ่งไปเข้าแถวพร้อมกระเป๋า ด้วยอาการหอบลิ้นห้อย หน้าจ๋อย อายครู อายเพื่อนเป็นประจำ ฉันมีกังวลมาแต่เล็กๆว่าหากเราต้องไปโรงเรียนที่อยู่ไกลบ้านมากกว่านี้ จะสามารถไปทันโรงเรียนเข้าหรือไม่มาตลอด!!

ความกังวลอาจมีคำตอบเป็นคำตอบพูดเบาๆ ง่ายๆ คือฉันต้องตื่นให้เช้าขึ้นเท่านั้น แต่หลังจากที่ลองท้าพิสูจน์ “การตื่นเช้า” ตลอดมา มันไม่ใช่เรื่องทำง่ายดั่งปากกระซิบ แม้ก่อนนอนสัญญิงสัญญากับตัวเองว่าจะตื่นเช้า แต่พอหลับสนิทแล้วก็ลืมได้ทุกสิ่ง ฟ้าร้องดังๆ ยังหลับสบาย จนแม่เคยชมเชยว่า “หลับสบายตายก่อน ฟ้าฝ่า ไฟไหม้ ไม่ลุกตื่นหนี”

จริงแล้วปัญหาสันดานความเหลวไหลของตัวเอง มีเหตุที่มาจากความขี้เซาเข้าสายเลือดหรือใจคิดค้านต้านเงื่อนไขเรื่องเวลาในสังคม-ก็ไม่สามารถชี้แจงได้แน่ชัด จะฟันธงว่าตัวฉันรักการนอนเป็นชีวิตจิตใจก็ไม่น่าใช่ซะทีเดียว เพราะตัวเองไม่ใช่คนที่ต้องการเวลานอนมากชั่วโมงต่อวัน แอบงีบนอนกลางวันกับใครเขาก็ไม่เป็น แม้อดนอนมาทั้งคืนก็นอนชดเชยตอนกลางวันไม่ได้ นั่งรถไปไหนก็ไม่หลับ เข้านอนก่อนสี่ทุ่มคือเรื่องไม่เคยกระทำ ยกเว้นเวลาล้มหมอนป่วยไข้ เวลาเข้านอนสามัญของตัวเอง คือ เวลาหลังเที่ยงคืนไปแล้ว ยิ่งสมัยยังสาวยังโสดเข้านอนเกือบเช้าอยู่เป็นประจำ โลกช่วงนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ตให้นั่งอ่านนั่งเขียนไปเพลิดเพลินดึกดื่น ช่วงเวลาดึกสงัด ณ เมืองกรุงศิวิไลซ์ไทยแลนด์ปลอดเสียงตุ๊กตุ๊ก ปลอดเสียงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนที่โหยหาความสงบในเมืองใหญ่หัวจึงเริ่มแล่นทำงานได้โลดๆ เมื่อคนอื่นเขาหลับกันค่อนเมือง

ฉันเคยคิดปรับนาฬิกา หวังเปลี่ยนแปลงระบบความขี้เซาของตัวเองให้ดีขึ้น ลองเข้านอนเร็วกว่าเวลาที่เคยชิน จากเวลาเดิม-เที่ยงคืนตื่นแปดโมง มาเข้านอนห้าทุ่มหวังตื่นเจ็ดโมงเช้า แต่ก็ไร้ผลเปล่าเลย ต่อให้เข้านอนตอนสี่ทุ่มฉันก็ตื่นแปดเก้าโมงได้ซ้ำซากราวหนัง Groundhog Day เพราะนาฬิกาในตัวเองไม่ได้ผันสมการคำนวณหักลบจำนวนชั่วโมงการนอนให้ หากมันผูกตายกับสันดานความไม่รักการตื่นเช้าเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะนอนหัวค่ำหรือนอนเช้า … ฉันก็ตื่นสายไม่เปลี่ยนแปลง

อันว่าผู้หญิงไม่เฉลียวฉลาด หน้าตาไม่สะสวย ไม่ได้เกิดมาบนความร่ำรวยมีชาติตระกูลสูงศักดิ์ แถมดันรักการตื่นสายอยู่ในสันดานกมล เธอจะไปเสาะหาอนาคตสดใสรุ่งเรืองได้แถวไหนกัน ฉันถาม ท้า และด่าตัวเองในใจอยู่บ่อยๆ มาหลายสิบปี หากไม่เคยคิดปฏิวัติแก้สันดานการตื่นสายของตัวเองให้สำเร็จเป็นเรื่องเป็นราว เอาแต่แถนิสัยขี้เซาของตัวเองให้ดำเนินชีวิตในสังคมรอดตัวแบบขอไปที ไม่ว่าการหน้าตั้งวิ่งโร่ไปโรงเรียนแค่พอข้ามเส้นแดงทันเวลา โชคร้าย(หรือโชคดี)ที่สอบไม่ติดมหาวิทยาลัยของรัฐ เลยไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยเปิดที่สามารถเลือกวิชาเรียน เช้า สาย บ่าย ได้ตามใจปรารถนา (แน่นอน วิชาที่ต้องเรียนเช้า ฉันไม่เคยเลือกลง) รีบเรียนรีบจบ (3 ปี) ออกมาเสาะหางานในอุดมคติแห่งชีวิต — งานที่ไม่ต้องตอกบัตร ไม่ต้องใส่กระโปรง ไม่ต้องเข้าออฟฟิซทุกวัน 

ชีวิตวัยโสดในอดีตของฉันล้วนมีหมายเหตุเป็นที่จดจำในทุกที่ทำงานว่า เธอไม่สามารถมาประชุมเช้าๆ กับใครเขาได้ หลายครั้งที่เจ้านายไปถึงที่ทำงานแล้วไม่พบตัวฉันที่โต๊ะทำงาน เจ้านายโต้องทรมาตามตัวถึงที่บ้าน เพื่อได้ฟังเสียงฉันงัวเงียเพื่งตื่นมากรอกเสียงรับสาย จนเจ้านายเอ็ดให้ด้วยเสียงงงๆ ว่า “ทำไมคุณยังไม่ตื่นอีก?” ฉันพึมพำรักษาสัตย์ตอบว่า “เพราะเพิ่งนอนเมื่อตอนตีสี่นี่เองค่ะ” ไม่เคยมีคำแก้ตัวเรื่องตื่นสายให้ตัวเองดูดี หากงานต้องเข้าโรงพิมพ์ ฉันต้องนั่งตรวจงานจนถึงเช้าอยู่บ่อยๆ เจ้านายรู็ หากแต่แกเป็นคนชอยที่ทำงาน มีวินัย และขยันมาก แกมาทำงานเช้ามากทุกวัน จนแทบไม่อยากเข้าใจว่าลูกน้องคนหนึ่งเช่นฉันที่แกจ้างมาทำงาน ยังสามารถตื่นนอนไม่เป็นเวลา หน้าไม่อายอยู่ได้ยังไง (แต่ที่สามารถเอาตัวรอดมาได้ตลอด เพราะเจ้านายไม่เคยบังคับกะเกณฑ์ ให้อิสระลูกน้องเต็มที่ แต่ถ้างานไม่เสร็จ แกดุตำหนิจนน้ำตารื้น ใจพังยับเยินกันเลยทีเดียว)

เมื่อมีเวลาย้อนคิดทบทวนเรื่องตัวเองคราใด ก็ยังแอบพบคำตอบซื่อตรงจากใจแน่ขัดว่า … หากตัวฉันได้มีเวลานอนเต็มอิ่มก็คงไม่ตื่นเช้าอยู่ดี หากไม่มีประชุมจำเป็น มีนัดสำคัญ ต้องไปเรียนไปสอบ โปรดอย่าหวังความสมัครใจในการตอบตกลงให้ “ตื่นเช้า” กันง่ายๆ

แต่แล้วนรกก็ได้ลงโทษคนบาปผู้รักการตื่นสายให้ต้องเรื่มชดใช่้กรรมเก่าตอนมีลูก เพราะลูกๆ ต้องไปโรงเรียนเหมือนที่แม่เคยสู้เข็นขุดฉันมาเล็กแต่น้อย ไอ้ภาวะการเอาตัวรอดแบบขอไปทีทั้งชีวิต แบบที่ว่า โรงเรียนเข้าแปดโมงครึ่ง-ตื่นตอนแปดโมงสิบห้า นำมาใช้ต่อรองกับความเป็นแม่คนไม่ได้ สัญชาตญาณ ความรับผิดชอบ การจัดการตัวเอง/การจัดการคนอื่นนั้น มันคนละเรื่องเดียวกัน เมื่อได้ตัวเราเติบโตมายืนมองตาปริบๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามชีวิต ความท้าทายที่น่ากังวลระหว่างช่วงต่อในความเป็นเด็กและความเป็นผู้ใหญ่ ภาระหน้าที่-ที่เปลี่ยนไปมันยิ่งใหญ่ศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าการยกคำแก้ตัวขุ่นๆ มาให้อภัยผ่อนปรนสันดานตัวเองอีกต่อไป

เมื่อนรกมาจ่อเขย่าขวัญถึงใต้หมอน ฉันจึงเปลี่ยนมานอนสะดุ้ง ในภวังค์มีเสียงเรียกจากจิตใต้สำนึกความรับผิดชอบ ปลุกให้สามารถตื่นมาจัดการดูแลและพาลูกไปส่งที่โรงเรียนได้ทันเวลา ไม่ “สายโหล่” ซ้ำซากเหมือนที่ตัวเองเคยเป็นมาตลอดชีวิต นับเป็นความภูมิใจสูงสุดเรื่องหนึ่งในความเป็นแม่คนของฉัน อีกทั้งทำให้ได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องใหญ่ เรื่องยาว เราไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองอย่าสิ้นเชิงเพื่อหวังผลมหาศาล แค่ปรับมาเลือกดำเนินชีวิตทางสายกลาง จัดการชีวิตวันต่อวันด้วยแนวทางสมานฉันท์ จันทร์ถึงศุกร์ – ตื่นเช้ามากๆ เสาร์-อาทิตย์หรือยามลูกโรงเรียนปิดเทอม กลับมานอนตื่นสายเหมือนเดิม … เอวัง ปัญหาขี้เซาลงตัวง่ายๆ เปลี่ยนตัวเองแบบสบายๆ ไม่ตึง ไม่หย่อน จนต้องลบลายเสียสัตย์คนรักการนอนตื่นสาย

เล่ามายืดยาว ไม่ได้ภูมิใจอยากคุยโอ้อวดสันดานของตัวเองแต่อย่างใด หากเขียนไว้เพื่อบอกกล่าวถึงเรื่องที่ว่า คนเราแต่ละคนมักมีปม(ด้อย)ในตัวเองที่รู้ดีอยู่แก่ใจ แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่ค่อยอยากคิดแก้ปมของตัวเองกันสักเท่าไรนัก สารภาพกันตรงๆ บางทีฉันอยากไปเกิดใหม่เป็นคนตื่นเช้าโดยธรรมชาติ ชนิดที่ว่าพอแสงแยงตาก็เด้งตัวออกจากที่นอนได้ทันที ไม่มีโอ้เอ้อิดออด ไม่ใช่ตื่นเช้ากับใครเขาได้เพราะพึ่งนาฬิกาปลุกฉุด หรือจำใจต้องตื่นเพราะภาระหน้าที่ กฎสังคมบีบบังคับให้กลายร่างเป็นมนุษย์ตื่นเช้าชั่วนิรันดร์

ฉันอยากตื่นเช้าเพราะรักและฝันใฝ่ที่จะตื่นเอง ตื่นแบบสมองโปร่งใส จิตใจสดชื่น ร่างกายกระฉับกระเฉง ราวเช้าวันใหม่กำลังนำสิ่งใหม่ๆ ที่ดีมาสู่ชีวิต ได้สัมผัสว่า “ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นเช้าอยู่เสมอ”* อาจไม่ใช่เรื่องลำบากที่ต้องฝืนใจกระทำ ชีวิตตื่นเพราะใจเราตื่น ไม่ใช่ตื่นเช้าแบบสมองยังดับ เคยนึกแปลกใจตัวเองไม่หาย เวลาไปนอนตามดอยตามป่า ตามชนบทที่เงียบสงัด นาฬิกาปลุกไม่เห็นต้องพกติดตัวไป แค่ได้ยินเสียงไก่ขัน เสียงครกกระเดื่องตำข้าวกันตึกตัก เวลาตีสี่ตีห้าบุคคลขี้เซาอย่างฉันกลับลุกขึ้นมานั่งสูดอากาศสดชื่น ตื่นได้เองราวปาฏิหาริย์ ช่างผิดกันกลับกับวันที่จำใจต้องตื่นเพราะมีประชุมงานตอนแปดโมงเช้า ณ เมืองกรุง พอนาฬิกาปลุกปลายเท้ากรีดเสียงอุบาทว์กระชากให้ตื่น อาการสะดุ้งพรวดเด้งจากหมอนด้วยสภาพผวาละเมอ มีผลทำให้ชีวิตฉันเคยรู้สึกบัดซบ สมองมึนซึมเซาไปได้อีกตลอดทั้งวัน

ท้ายสุดฉันยังปลงสันดานไม่ตก ว่าแท้จริงตัวเองพิสมัยการตื่นสาย หรือปรารถนาปาฏิหาริย์แห่งการตื่นเช้าอยู่เสมอ-กันแน่

ชวนอ่านบทความ Are you always late?

* “ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ” ชื่อหนังสือแปลไทยเล่มหนึ่งของท่านติช นัท ฮันห์

เก็บ จัด คัด โละ

Thursday, January 24th, 2008
Share

ก่อนตั้งต้นปีศักราชใหม่ ฉันมีความตั้งใจที่จะเก็บ จัด คัด โละของใช้ในบ้านเป็นงานแห่งความหวังอันดับต้นๆ ที่จะ (พยายาม) ทำอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ในช่วงวันหยุดคริสต์มาสที่ผ่านมา จึงเริ่มหมายตาวางแผนในใจว่าจะเริ่มจัด เก็บ โละของจากห้องต่างๆในบ้าน ไล่ต่อกันไปทุกๆ เดือนตลอดปี

(more…)

ความมุ่งหวังและตั้งใจ 10 ประการ

Tuesday, January 1st, 2008
Share

แอบมีความหวังและตั้งใจทุกปี ที่ไม่เคยกล้าประกาศดังๆ เพราะกลัวหวังฝ่อ ตั้งใจแล้วไปไม่รอด ขี้เกียจยอมแพ้ซะก่อนที่จะเริ่มต้น อันว่าความขี้เกียจนั้นเป็นข้ออ้างของความเหลวไหลโดยแท้ การประกาศก้องถึงความตั้งใจให้ใครได้ร่วมรู้ จึงคล้ายดั่งประจานความตั้งใจที่อาจจะล้มเหลวและไปไม่รอดของตัวเองไว้เนิ่นๆ หรือแอบท้าทายตัวเองอย่างจริงจังแบบมีพยานรับรู้

(more…)

อยากแช่แข็งเวลา

Monday, December 10th, 2007
Share

พอย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วงผ่านเรื่อยมาสู่ฤดูหนาวปลายปีทีไร บรรยากาศมืดๆ รอบตัวมันพาให้เบื่อชีวิตชอบกล ตอนสมัยสาวๆ ไม่ได้รู้สึกและมีอาการแบบนี้มากนัก อาจจะเป็นเพราะชีวิตช่วงนั้นวุ่นๆไม่ค่อยหยุดนิ่ง ไม่มีเวลามานั่งทอดหุ่ยถึงความสัมพันธ์ของชีวิตกับเวลาที่ผ่านไปผ่านไปในแต่ละปี เพิ่งสังเกตได้เมื่อสองสามปีที่ผ่านมานี่เองว่าตัวเองชอบเกิดอาการซอมบี้ (Seasonal Affective Disorder) ซ้ำซากในช่วงสามสี่เดือนปลายปีนี้บ่อยๆ อาการซอมบี้งี่เง่า ผีเข้าผีออกบอกไม่ถูก คล้ายๆเบื่อชีวิตปัจจุบัน (วันมืดๆ) อยากกลับไปหาวันเก่าๆ (ที่สว่างไสวในความทรงจำ) คิดไปเรื่องอื่น เรื่องความฝันที่ยังมาไม่ถึง หรืออาจจะมาไม่ถึงเลย แล้วก็น่าแปลกจริงๆ พอเดือนธันวาคมผ่านข้ามไปสู่เดือนมกราคมปีใหม่ ไอ้อาการซอมบี้นี้ก็หายไป จางไป เลือนไปเหมือนไม่เคยรู้จักสัมผัสกันมาก่อน มันแค่ย้อนวนกลับมากวนใจสร้างอาการซอมบี้รอบใหม่ให้รู้สึกอีกตอนช่วงปลายปี-ทุกๆปีไปเท่านั้นเอง

(more…)

ภาระคนคู่

Sunday, November 25th, 2007
Share

ฉันเคยสงสัยว่าทำไมหนอมนุษย์เรานี่เกิดมาแล้วจึงต้องมีคู่ การอยู่เดี่ยวๆ มันอยู่ยากนักหรือไร สมัยโสดๆ เคยถามคนที่แต่งงาน เขาว่าอยู่เดี่ยวไปนานๆ แล้วมันเคยตัว ถ้ามีคนมาอยู่ร่วม นิสัยเคยๆ เก่าๆ อาจจะถูกดัดปรับ แบ่งปัน สนุกสนาน มีสีสันมากขึ้น เหงาหงอยน้อยลง ได้เพื่อนร่วมคิด ร่วมกิน ร่วมทะเลาะ ไม่อับเฉาดั่งชีวิตที่เคยโสดเดี่ยวๆ พี่สนิทคนหนึ่งเคยเปรยถึงเหตุผลแห่งการมีคู่ว่า มนุษย์เราเกิดมาแล้วต้องมีคู่สินะ เพราะการสืบพันธุ์เป็นภารกิจสำคัญของมวลมนุษย์

(more…)