Archive for the ‘Article-Feature’ Category

Ring out the old, ring in the new

Monday, December 28th, 2009
Share
 

December Wonderland เทศกาลเฉลิมฉลองช่วงเดือนธันวาคมในเมืองหนาว นับเป็นความปิติชุบชูจิตใจผู้คนให้รื่นรมย์แจ่มใสอย่างแท้จริง เพราะเดือนสุดท้ายแห่งปีนี้ช่างมืดและหม่น แสงสว่างมาสู่ชีวิตต่อวันสั้นที่สุดแห่งปี การจัดฉลองเทศกาลมากมายในเดือนนี้ จึงเหมือนเป็นกิจกรรมช่วยเติมสีสันและพลังชีวิตให้ก้าวข้ามช่วงปลายปีให้รอดพ้น แสงสี เสียงเพลงที่ขับกล่อมอาจช่วยย้อมใจดวงเหงา ใจดวงเศร้าโปรดจงปล่อยวางลาจากปีด้วยความสุขียินดี 

ใกล้วันคริสต์มาสเข้ามา หิมะตกหนัก อากาศหนาวเหน็บ บนถนนนอกหน้าต่างเงียบเหงา แสงแห่งตะวันกำลังจะลาไปอีกวัน จุดเทียนเล่มน้อยขึ้นตามมุมบ้าน นั่งลงบนเก้าอี้นวมแสนอุ่น เอนหลังหลับตา แล้วฟังบทกวีขับกล่อมจิตใจ — สงบสุขภายในตัวเอง

มีบทกวีอังกฤษที่ไพเราะมาอ่านให้ฟัง

Ring out, wild bells

(คลิกที่ชื่อบทกวีข้างบน จะได้ฟังไฟล์อ่านบทกวีนี้ไปด้วยกัน)

Ring out, wild bells, to the wild sky,
The flying cloud, the frosty light;
The year is dying in the night;
Ring out, wild bells, and let him die.

Ring out the old, ring in the new,
Ring, happy bells, across the snow:
The year is going, let him go;
Ring out the false, ring in the true.

Ring out the grief that saps the mind,
For those that here we see no more,
Ring out the feud of rich and poor,
Ring in redress to all mankind.

Ring out a slowly dying cause,
And ancient forms of party strife;
Ring in the nobler modes of life,
With sweeter manners, purer laws.

Ring out the want, the care the sin,
The faithless coldness of the times;
Ring out, ring out my mournful rhymes,
But ring the fuller minstrel in.

Ring out false pride in place and blood,
The civic slander and the spite;
Ring in the love of truth and right,
Ring in the common love of good.

Ring out old shapes of foul disease,
Ring out the narrowing lust of gold;
Ring out the thousand wars of old,
Ring in the thousand years of peace.

Ring in the valiant man and free,
The larger heart, the kindlier hand;
Ring out the darkness of the land,
Ring in the Christ that is to be.  
  

Christmas Poem by Alfred, Lord Tennyson
Read by Sir John Gielgud

ลั่นระฆังลาสิ่งเก่า เคาะระฆังรับสิ่งใหม่
หวังว่าใจดวงเดิมจะพาชีวิตเราข้ามผ่านหิมะหนาหนาวไปสู่ความอบอุ่นแห่งปีหน้า
Happy Another Year

เรื่องบ่นๆ ของคนรักการ์ดปีใหม่

Thursday, January 1st, 2009
Share

คนดัทช์ (ส่วนใหญ่) ส่งการ์ดคริสต์มาสปีใหม่เหมือนรันออกมาจากคอมพิวเตอร์ คนที่ได้รับการ์ดอยู่ในลิสต์ที่ต้องส่ง วาดภาพเล่นๆว่าพอเริ่มต้นเดือนธันวาคม คนเขาคงจะหยิบกล่องการ์ดมาวาง เริ่มต้นจ่าหน้าซอง ลงชื่อคนในบ้านบนการ์ดทุกใบ แล้วส่งออกไปทันที ไม่เขียนอะไรต่อเลย ปีแรกๆ ที่ได้รับการ์ดลงชื่อห้วนๆ แบบนี้ เราคิดข้อดีได้ 2 ข้อว่า…

หนึ่ง เป็นการ์ดที่ play safe กับคนส่ง ไม่มีวันพลาดส่งผิดซองผิดคน เพราะการ์ดทุกใบไม่มีข้อความอื่นใดเป็นพิเศษเจาะจง

สอง คนส่งสามารถจัดส่งการ์ดได้ไว รู้สึกภารกิจปลายปีเสร็จสิ้น ส่งการ์ดได้ทันเวลา

แต่ในข้อดีทั้งสองข้อนั้นไม่ได้นำมาซึ่งความตื่นเต้น ประทับใจอะไรต่อผู้เปิดการ์ดและรักการอ่านอย่างเราเลยสักนิด กลับกันเรามักจะพลิกดูรูปสวยๆ บนการ์ดอย่างงุนงง แล้วก็พับการ์ดเก็บลงซองแทบจะไม่ได้เปิดออกมาดูอีกเลย บางทีจำไม่ได้ด้วยว่า ใครส่งการ์ดแบบนี้มาบ้าง (มันเยอะ)การ์ดคริสต์มาสที่บ้านเราได้รับใบแรกเกือบทุกปีมาจากลุงข้างบ้าน ช่วงปีหลังๆ พอเราเห็นลายมือบนซองก็ไม่ค่อยตื่นเต้นนึกอยากเปิดการ์ดของลุงเขานักสักเท่าไหร่ เพราะรู้ล่วงหน้าว่าบนการ์ดจะมีแค่ลายเซ็นชื่อลุง ชื่อลูกสาว ชื่อหมาเหมือนกันทุกๆ ปี … ได้รับแบบนี้มา 8 ปีแล้ว

บางปีเราคิดเล่นๆ แอบเอาการ์ดปีใหม่ไปหย่อนคืนให้ลุงเขา เขียนบอกว่าปีหน้าเอามารีไซเคิลส่งให้เราใหม่ก็ได้ ไม่ต้องซื้อการ์ดใหม่หรอก – ประหยัดต้นไม้ ที่เมืองไทยการ์ดปีใหม่ลักษณะเซ็นแต่ชื่อนี้ก็เจอกันอยู่ ส่วนใหญ่เป็นการ์ดองค์กรส่งให้แก่องค์กรแบบไม่ระบุมาก อวยพรรวมๆ ลงชื่อกันรวมหมู่พนักงาน ดูเป็นการ์ดทางการจืดชืด เอามาแขวนห้อยประดับฝาผนังให้มันรกได้บรรยากาศสักพัก แล้วก็กวาดลงถังขยะไป (ขออภัยที) หรือไม่เช่นนั้นก็เอามาตัดปะทำการ์ดใบใหม่ได้ ไม่เสียดมเสียดายถ้อยความอันใดบนการ์ด เพราะมันไม่มี!

ซองการ์ดปีใหม่ปีก่อนของเรา สแตมป์พราว

เราเองทุกปีเกือบล่วงเข้าวันคริสต์มาสก็แล้ว ไม่เคยส่งการ์ดตามลิสต์ได้ทันเวลา เพราะว่าทยอยเขียนได้อย่างมาก 5 ใบต่อคืน มัวแต่คิดๆเขียนๆ เวลาจะหยิบใส่ซองก็ต้องตรวจชื่อการ์ด-ชื่อซองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าใส่ไม่ผิดซองคนรับ เดี๋ยวความลับความอวยพรรั่วไหลไปผิดคน – จะโดนโห่ที่ตั้งใจเขียนการ์ดปีใหม่เป็นเรื่องเป็นราว เพราะปีหนึ่งๆ เราส่งจดหมายน้อยลงมาก ถึงวาระส่งการ์ดปีใหม่ปีละครั้งเลยถือโอกาสรวบยอดความรักและความคิดถึงร่ายสู่ผู้รับปลายทาง ที่ล้วนเป็นญาติที่เคารพ พี่น้องที่ผูกพัน มิตรสหายที่รักและระลึกถึงยิ่งนัก คิดเข้าข้างตัวเองว่าเราเป็นคนช่างเขียน เพ้อได้ใจ ใครได้รับการ์ดปีใหม่เขียนล้นๆ ของเรา เปิดอ่านแล้วคงมีความสุขกว่าเปิดมาแล้วมีประโยคสั้นๆกุดๆ บนการ์ดใบกว้างๆ

เราไม่ได้ร่อนการ์ดส่งๆ ไปตามลิสต์เป็นประจำทุกปี หากตั้งใจมุ่งมั่นฝากถ้อยคำอวยพรจากใจ ก่อนเขียนการ์ดแต่ละใบต้องใช้เวลาคิดว่า เออ ปีที่ผ่านมาผู้รับได้ทำอะไร อยากทำอะไร เคยเล่าความหวังความฝันความปรารถนา ความเป็นมาชีวิตปีหนึ่งอะไรค้างไว้ เรามีความสุขที่ได้นั่งรื้อความทรงจำที่มีต่อคนที่เราจะเขียนการ์ดถึงในทุกๆปี เพื่อนบางคนเพิ่งคลอดลูก เพื่อนบางคนอยากท่องเที่ยว เพื่อนบางคนเปลี่ยนงาน เรื่องที่จะอวยพรในการ์ดแต่ละใบจึงแตกต่างกันไป

เคยคุยเล่นๆ กับคนที่ไม่ชอบเขียนอะไรบนการ์ดปีใหม่ เพราะเขาไม่รู้จะเขียนอะไร อ้างว่าเขียนไม่เก่งนี่นา เรายังแนะว่าลองนึกถึงหน้าคนที่จะรับการ์ดเราสิ แรงคิดถึงจะบันดาลตัวอักษรให้พรั่งพรูออกมาเอง เราไม่เคยสมองตันกับการเขียนจดหมายและเขียนการ์ดถึงคนที่เราคิดถึงและตั้งใจเขียนถึงเลยสักครั้ง ตัวอย่างการ์ดปีใหม่จากเพื่อนสนิทของเราคนหนึ่ง เขียนเต็ม 3 ด้านของการ์ด ถ้าคนดัทช์จะอ้างว่าไม่มีเวลาเขียนมากขนาดนั้น (ลงชื่อก็พอแล้วไง) เราว่าไม่ต้องรักษาสถิติการส่งแบบส่งๆ ให้มันเสร็จสิ้นไปทีจะดีกว่า เพราะนานวันไปประเพณีการส่งการ์ดอวยพรมันจะไร้ค่า ไร้บรรยากาศมากขึ้นทุกปี คนรับไม่รู้สึกตื่นเต้นแม้จะได้การ์ดเยอะแยะ แต่มีแค่ลายเซ็น

โถ … อุตส่าห์ไปซื้อหาการ์ดมาส่ง จ่ายค่าสแตมป์อีก 34 เซ็นต์ (ช่วงเทศกาลเขาลดราคาจากธรรมดา 44 เซ็นต์) แค่เซ็นชื่อแก๊กเดียวมาเท่านั้น บางใบอวยพรปีใหม่ปี พ.ศ. ไหนยังไม่ยอมเขียนอีกด้วยแน่ะ แล้วจะส่งทำไมหนอ? มันไม่มีความหมายลึกซึ้ง เปลืองเงินเปล่าๆ เราเป็นคนชอบอ่าน อารมณ์ได้รับการ์ดได้รับจดหมายสักใบ (ในยุคสมัยที่อีเมล์ครองโลก) ลายมือและข้อความในกระดาษนี่ให้ความสุขแก่ผู้อ่านอย่างยิ่ง (พลีสสสส)

ตอนเรียนมัธยมปลายเราเริ่มทำการ์ดปีใหม่ตั้งแต่ปิดเทอมเดือนตุลาคม ยุคสมัยนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ต เด็กยุคเรามีเวลาหมกมุ่นมากมายกับกิจกรรมสร้างสรรค์ส่วนตัว เพื่อนแต่ละคนซุ่มคิดกันสุดฤทธิ์ว่าจะทำอะไรมาให้กันตอนปีใหม่ พอถึงช่วงปีใหม่ที่รอคอยและตื่นเต้น เพื่อนแต่ละคนงัดเอาของมาให้กันแบบไม่ยอมน้อยหน้า เคยกันไหม? … เอาเส้นมักกะโรนียาวๆ มานั่งวาดลวดลายแล้วบรรจงเขียนคำอวยพรลงบนเส้นมักกะโรนีเล็กๆนั้น เพื่อนบางคนเอาทรายไปย้อมหลายสีมาบรรจุลงขวดแก้วปิดด้วยจุกค๊อกเล็กๆ ร้อยด้ายพันเอามาให้เพื่อนห้อยคอเล่น – สวยเก๋ ของประดิษฐ์และการ์ดปีใหม่เพื่อนหลายคนตั้งแต่สมัยมัธยมบางชิ้น เรายังเก็บใส่กล่องไว้ เป็นสารพันซากสิ่งของแห่งความทรงจำที่มีค่าอมตะ ไม่สามารถโยนทิ้งไปได้ ได้เผลอเพลินเปิดหยิบดูทีไร ได้นั่งยิ้มเห็นอดีตหน้าคนให้ได้ทุกที

เมื่อสองปีที่แล้วกลับบ้าน ตั้งใจไปขนกล่องจดหมายเก่ากลับมาด้วย พอดีเพื่อนสมัยมัธยมแวะมาหาเลยได้นั่งรื้อกล่องจดหมายที่เพื่อนเคยเขียนให้อ่านกันซะเพลิน มีเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่งชื่ออ้อย จะส่งการ์ดปีใหม่ให้ทุกปีจนกระทั่งบัดนี้ เพื่อนอ้อยจะเลือกการ์ดที่มีเอกลักษณ์ให้ตามบุคลิกเพื่อนแต่ละคน อ้อยหยิบการ์ดที่ตัวเองเคยเขียนส่งให้เราปีใหม่ เมื่อปี 2533 มาอ่านแล้วยิ้มๆ บอกว่า “เฮ้ย เราเคยอวยพรตัวเองแบบนี้เหรอ … “พอเราเห็นภาพนี้ปุ๊บ! เรานึกถึงแก้วทันที” การ์ดปีใหม่ใบนั้นเป็นรูปรองเท้าผ้าใบเก่าๆ มอๆ เอามาอ่านกันใหม่นั่งหัวเราะอีกรอบ เราบอกเพื่อนอ้อยว่า”เห็นรองเท้าบนการ์ดแล้วนึกถึงฉันเนี่ย ดูจะมีความหมายโดยนัยลึกซึ้งจริงๆ”

ส่วนตัวคิดว่าการ์ดมันเหมือนจดหมาย เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ณ ช่วงปีนั้นๆ ยิ่งเก็บไว้นาน ยิ่งแอนทีค ทั้งลายมือคนเขียนมา ยิ่งแก่ลายมือยิ่งไก่เขี่ยกัน ทุกๆปีแม้ยุ่งสาหัสยังไง เราจึงพยายามเจียดเวลามานั่งทำการ์ดปีใหม่ ปีนี้ผลิตการ์ด 35 ใบ ตอนเขียนให้เพื่อนอ้อยแอบทะแยงเขียนตรงมุมการ์ดว่า “อย่าว่าโง้นงี้เลย ฉันแก่จนบัดนี้แล้ว ฉันยังมานั่งปั่นแปะการ์ดทำมือส่งให้แกอยู่เลยว่ะ” เพื่อนมันได้รับคงขำๆ ลายมือเบี้ยวๆ การ์ดแปะๆ แบบเด็กๆ แก่แล้วยังภูมิใจผลิตอยู่ได้ (แท้จริงแล้วประหยัดเงินดี)

สังเกตการเขียนการ์ดของชาวดัทช์มาร่วม 10 ปี เคยเก็บการ์ดแบบเซ็นชื่อนี้ไว้ในกล่อง 5 ปีผ่านไป เอาการ์ดของคนส่งเดิมๆ ที่ลงแต่ชื่อ มาวางเรียงกัน ไม่สามารถบอกได้ว่าการ์ดใบไหนเขาส่งมาปีไหน เพราะขนาดปี พ.ศ. ใหม่ เขายังไม่ลงไว้เล้ย พี่ไทยนี่ว่าขี้เกียจเขียนสุดๆ นึกไม่ออกยังไงยังเขียนอวยพรกันซื่อๆว่า “ส่งความสุข ปี 2552 ขอให้มีความสุขตลอดปี” เก็บการ์ดไว้ในกล่องเปิดมาอีก 5 ปีย้อนหลัง ยังไล่ความทรงจำของการ์ดได้ว่าใบนั้นใบนี้ส่งมาเมื่อปีนั้นปีนี้ พวกพี่ดัทช์มาเจอการ์ดปีใหม่ของเรากับเพื่อนคงอึ้ง แหม…เขียนอะไรกันนักหนา การ์ดพับมีที่ว่าง 3 หน้า เพื่อนเราจะเขียนเต็มตั้งแต่หน้าใน หน้ากลางยันหน้าหลัง บางปีที่จะหมด เอ้า…จบไม่ลงต้องหาพื้นที่น้อยๆ ตะแคงเขียนกันอีก จำได้ว่าตอนปีแรกที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ ซื้อการ์ดปีใหม่ขนาด A4 เขียนส่งให้เพื่อน แล้วต้องก็อปปี้เก็บไว้ด้วยว่าเขียนอะไรไปมั่ง อันนี้เป็นนิสัย (หรือโรคจิต) ที่จะทำสำเนาจดหมาย ที่เขียนถึงเพื่อนๆ จะได้เอาเป็นข้อมูลความจำว่าเล่าอะไรไปแล้วมั่ง ฉบับหน้าจะได้ไม่ฉายหนังวน : )

ทุกๆ ปีการ์ดปีใหม่แต่ละใบมีเรื่องให้นึกถึงเมื่อหยิบมาดูอีกครั้ง ปีก่อนได้การ์ดพร้อมตุ๊กตาผ้าหอมข้างในใส่การบูนและดอกไม้แห้งเอาไว้แขวนในตู้เสื้อผ้า เปิดซองออกมาแล้วกลิ่มหอมฟุ้ง ได้นั่งยิ้มนึกถึงหน้าเพื่อนรุ่นพี่ที่ลงทุนนั่งเย็บว่าตอนเย็บสงสัยคงห่มสไบนั่งพับเพียบยิ้มแป้นไปด้วยหรือเปล่า แปลกใจยิ่งนักเพราะรู้จักพี่เขามาตั้งนาน ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพี่แกเย็บผ้าเป็น เพราะท่าทางและตัวหนังสือไม่ได้บ่งบอกอารมณ์ว่าชอบเย็บผ้า (พี่คนนั้นชื่อ วดีลดา เพียงศิริ – เด็กรุ่นนี้จะรู้จักนักเขียนคนนี้ไหม?)

ปีก่อนหน้านี้ได้การ์ดจากเมืองไทยใบแรก เปิดซองอ่านแล้วยิ้มปลื้มเพราะส่งมาจากพี่นักเขียนคนโปรดชื่อ สิริมา อภิจาริน เคยอ่านแต่ตัวหนังสือพี่เขา ไม่เคยเห็นลายมือเขียนไทยพี่สิริมามาก่อน ได้มีโอกาสมาสนิทกันเพราะช่วยส่งรูปประกอบหน้าปกหนังสือที่เรามีไปทำเว็บให้พี่เขา

การ์ดปีใหม่ที่มาแปลกที่สุดเมื่อปีก่อน คือการ์ดที่ถูกแจ้งถามทางโทรศัพท์จากไปรษณีย์ว่าการ์ดใบหนึ่งน่าจะตั้งใจส่งมาถึงบ้านเรา เพราะมีแต่เบอร์โทรศัพท์ปะหน้าซอง แต่ไม่ลงเลขที่บ้าน ไปรษณีย์เลยต้องโทรมาถามเลขบ้านก่อนไม่งั้นมาส่งไม่ถูก การ์ดปีใหม่ลึบลับใบนั้นส่งมาจากพ่อกับแม่เรานั่นเอง : )

ส่วนตัวคิดว่าประเพณีส่งการ์ดแรลลี่ไม่น่าจะใช่ความสุขมุ่งหวังประการใหญ่ในเทศกาลนี้ เพื่อนเราหลายคนผู้มีนิสัยตั้งใจเขียนตั้งใจส่ง บ่อยไปที่การ์ดและของปีใหม่ของเพื่อนๆ ส่งมาถึงเราปลายเดือนมกราคม บางคนส่งอ้างแก้ตัวว่าขอรวบอวยพรวาเลนไทน์ เพื่อนที่ช้ามากๆ เคยส่งการ์ดอวยพรปีใหม่มาตรงกลางปี – ก็มี หรือคนรุ่นเราออกแนวสุขุมนุ่มลึกละเลียดเขียนการ์ดมาก ช้าๆ เราจะได้การ์ดใบงาม ที่ร่ายความในใจจบครบถ้วน ให้ส่งมาห้วนๆ ด้วนๆ แค่ลงชื่อแค่นั้น คงดูไม่เร้าใจทั้งผู้รับและผู้ส่ง

เรื่องบ่นๆ ของคนรักการ์ดปีใหม่อาจเป็นเรื่องของอารมณ์คนเริ่มแก่ คนเราเมื่อแก่ตัวลง อะไรเล่าจะมีความหมายมากไปกว่าความหลังที่น่าหวนคิดถึง จดหมายที่บันทึกความสุขในความทรงจำดีๆ อาจเป็นสสารตัวแทนความสุขแห่งหนหลังที่เรายังจับต้องได้ ความสวยงามแห่งชีวิตยังคงแช่นิ่งอยู่ ณ วันเวลาตรงนั้น … เสมอไป

อย่าให้เสน่ห์แห่งลายมือไก่หรือลายตีนหงส์เขี่ย-สูญพันธุ์ … Let’s Write!!

One of these days,
I’m gonna sit down and write a long letter
To all the good friends I’ve known
And I’m gonna try
And thank them all for the good times together.
Though so apart we’ve grown.

One of these days,
And it won’t be long, it won’t be long.

ONE OF THESE DAYS
by Neil Young

Go Obama … Make it Brave!!

Wednesday, November 5th, 2008
Share

ตื่นเต้นมาอาทิตย์กว่าๆ กับการเลือกตั้งที่อาจจะพลิกเปลี่ยนโลกทั้งโลก กลัวจะต้องเอาหัวโขกเหมือน 8 ปีที่ผ่านมา ที่บุชสามารถโกงคะแนนเบียดอัล กอร์พลาดหน้าที่ไปได้ หวั่นใจคนอเมริกันที่จะนึกถึงแต่เรื่องผู้ก่อการร้ายและรักประเทศตัวเอง โดยลืมเชื่อมโยงว่าประเทศอเมริกาก็ตั้งอยู่บนโลกใบนี้ ถ้ารักแต่ประเทศตัวเอง แล้วโลกทั้งใบล่มสลาย … มันจะอยู่กันต่อไปได้อย่างไร – กันเล่า

WE need change, Yes we can!

(more…)

The Choice of Brave New World

Tuesday, November 4th, 2008
Share

 

วันนี้แล้วที่เราจะได้ฟังข่าวดีหรือข่าวร้าย รอคอยกันมากี่ปีกับความเปลี่ยนแปลง…

โลกจะเปลี่ยนไหม? ต้องนั่งคอยลุ้นกันไป ผู้นำอภิมหาประเทศที่จะมีผลกระทบต่อสังคมโลกใน 4 ปีข้างหน้า ขอให้อย่าฝันสลายเหมือน 8 ปีที่ผ่านมา โลกย่ำแย่ลงไปเยอะแล้ว สังคมโลกวิกฤติและเปลี่ยนไปเยอะมาก (ในทางที่แย่) นับจากเหตุการณ์ 9-11

(more…)

เมื่ออะไรไหวๆ โคจรผ่านหลังคาบ้านเรา

Saturday, February 9th, 2008
Share

เมื่อตอนหัวค่ำราวหนึ่งทุ่มสิบห้าสิบหกนาที หนุ่มที่บ้านเหมือนนึกอะไรออกรีบวิ่งพรวดออกไปที่สวนหลังบ้าน ยืนส่องๆ แล้วร้องเรียกตะโกนให้เด็กๆ ออกไปดูอะไรไหวๆ ที่กำลังโคจรผ่านหลังคาบ้านเราไป หนุ่มเขาร้องเรียกเสียงดังเลยไปสิบกว่าบ้าน บาวเกอร์เพื่อนบ้านข้างๆ คงได้ยินแล้วตกใจวิ่งออกมาร้องถามว่า “เจออะไรบนท้องฟ้าหรือ?” หนุ่มตะโกนบอกพร้อมชี้ไปที่แสงไฟสว่างๆ ที่กำลังจะเคลื่อนผ่านหลังคาบ้านพวกเราไปว่า “ISS กำลังโคจรผ่านไป นั่นไงๆ” บาวเกอร์รีบตะโกนเรียกลูกชายคนโตเสียงดังลั่นให้ออกมาดูมั่งเป็นบุญตา เพราะแค่เพียงแว้บเดียว อืดอาด ตาถั่ว ชักช้าอด หมดโอกาสชมนะ – ISS เนี่ย เพราะโคจรเร็วทีเดียว น่าตื่นเต้นไม่แพ้เห็นดาวตกเลยเชียว

(more…)

เทศกาลแห่งการบริจาค

Friday, December 21st, 2007
Share

ปลายปีนี้องค์กร zending over grenzen (Sending Across The Border) มีโครงการ voedselpakketten actie 2007 (food package action 2007) โดยขอบริจาคเงินไปซื้ออาหารส่งให้คนจนเขตหนาวเยือกฝั่งยุโรปตะวันออก โดยเขาจะนำกล่องอาหารไปให้คนจนเหล่านี้ในช่วงคริสต์มาส เสมือนนึกถึงเขานึกถึงเราในช่วงเดือนเฉลิมฉลอง คนฝั่งหนึ่งมีกินกันเหลือเฟือ แต่คนฝั่งยุโรปตะวันออกที่อากาศหนาวมากๆ ไม่มีอะไรจะกินกัน ฤดูแล้งที่เพาะปลูกไม่ได้ คนจนๆจึงขาดแคลนอาหารมากมาย พวกเขาไม่มีการเฉลิมฉลองใดๆ เพราะแค่จะหาอาหารมาประทังชีวิตลำเค็ญไปวันๆ ยังยากจริงๆ

(more…)

โต๊ะเขียนชีวิต (1) โต๊ะมัธยมต้น-ปลาย

Monday, November 19th, 2007
Share

ในบรรดาสมบัติ (ไร้ค่า) แสนรักทั้งหลาย พวกกล่องรูป กล่องบัตร กล่องจดหมายเพื่อน-จดหมายแฟน(เก่าๆ ทั้งที่เรารักเขา เขารักเรา และไม่รักกันเลย -ก็มี) ที่เก็บสะสมมาตั้งแต่ประถม มัธยม จนถึงปัจจุบัน กล่องๆ เหล่านี้นับเป็นหีบสมบัติอันล้ำค่าที่ฉันเก็บรักษาไว้อย่างเป็นระเบียบ หอบหิ้วระหกระเหินติดตัวไว้ไม่เคยห่าง แม้จะย้ายถิ่นฐานสามชั้นตึกหรือสามหมื่นไมล์ข้ามขอบโลก … ด้วยว่าสิ่งของที่บรรจุอยู่ในกล่องมีค่ามหาศาลทางจิตใจ

(more…)

เขียนนิยายภายใน 1 เดือน

Thursday, November 8th, 2007
Share

ไม่ได้ประกาศท้าตัวเองหรอกนะว่าจะลุกขึ้นมาเขียนนิยายอะไรกับเขา ถ้าเปลี่ยนกำหนดเวลาว่าเขียนนิยายภายใน 10 ปีล่ะ จะลองดูกับเขาสักตั้ง ดูท่าจะสมจริงเป็นไปได้มากกว่า ที่มาจั่วหัวอาดๆ ราวกับล่อความฝันคนรุ่นใหม่ยุคสมัยแฮรี่ พอตเตอร์เช่นนี้ เพราะเพิ่งซนไปอ่านเจอข่าวโครงการแสนสนุกจาก เว็บหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่อย่อว่า NANO ย่อมาจาก National Novel Writing Month เป็นโครงการชวนคนเขียนนิยายในกำหนดเวลา 1 เดือน โดยมีเงื่อนไขท้าทายว่าให้เริ่มตั้งต้นเขียนวันที่ 1 พฤศจิกายนแล้วจบนิยายให้ได้ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน ตั้งเป้าความยาวนิยาย 175 หน้า หนังสือฝรั่งเขามักจะประมาณโดยการคำนวณความยาวเรื่องราว 50,000 คำ ใครอยากลองฝึก “เส้นตาย” ในการเขียนของตัวเอง หรือเคยมีความฝันอยากเขียนนิยายให้จบเสียที กระโจนไปเข้าร่วมกับเขาได้เลย บางทีฝันของคุณนี้อาจจะเป็นจริงเสียที

(more…)

You are your own person!

Monday, November 5th, 2007
Share

Do not go where the path may lead;

Go instead where there is no path and leave a trail.

 

 ~Ralph Waldo Emerson~

แสงเทียนในวันที่โลกหม่น

Monday, November 7th, 2005
Share

ฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้าฤดูหนาว วันกำลังมืดไว ช่วงต่อฤดูกาลเช่นนี้ ฉันเลยชอบจุดเทียนไขให้มุมบ้านมีแสงที่อบอุ่น ตุ่นกับตะหลิวชอบชวนไปเดินเก็บลูกเชสนัทกับใบเมเปิลที่ร่วงๆในวันที่อากาศดี เราเลยรวบรวมสีสันและผลพรรณแห่งฤดูมาจัด “อ่างแสงเทียน” กัน

พอแสงแห่งวันใกล้จะหมด บ้านเราก็จุดไฟเทียนขึ้นมาวอมแวมเพื่อให้อย่างน้อยเกิดความอบอุ่นใจภายในบ้านกับวันที่เริ่มหนาวเย็น มันเป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าในความหนาวแต่ยังมีเรื่องร้อนรุ่มให้กลุ้มใจบ่อยๆ โลกเราทุกวันนี้หาความอบอุ่นใจให้หัวใจได้รื่นรมย์เล็กๆ…ยากเต็มที

(more…)