Archive for the ‘Kaewlery’s Kitchen’ Category

In Season : Spiced Red Onion Marmalade

Tuesday, October 16th, 2012
Share

นานทีๆ จะกินพวกแซนวิชเป็นอาหารกลางวัน วันนี้ทำงานเสร็จก่อนเที่ยง เดินกลับทางที่เขามีตลาดนัด ฝนตกพรำ อากาศเย็น ผ่านร้านขายมันฝรั่ง หัวหอม ช่วงที่หัวหอมถูกมากๆ เห็นแล้วก็มักหอบซื้อกลับมาทำซุปหัวหอมกินทุกอาทิตย์ วันนี้เห็นหัวหอมแดงราคาแพงกว่า (กิโลกรัมละ 2 ยูโร) เพราะมีเมนูในใจแล้ว จึงซื้อกลับมาด้วยหนึ่งกิโลกรัม

กลับมาเคี่ยวแยมหัวหอมร้อนๆ กินกับขนมปัง Boulots Wholewheat French Crusty แป้งเปลือกกรอบเหนียว อบสุกใหม่กรุ่นๆ จากซูเปอร์มาร์เก็ตยี่ห้อขวัญใจชาวหอนแลนด์ Albert Heijn (มีชื่อเล่นเรียกรู้กันทั่วไปว่า อัลปี้) แซมเห็ดผัดเนยโปะเพิ่มไปบนแยมหัวหอม จะเติมเนื้อพวก cold meats ไส้กรอก บลูชีส อะไรเพิ่มก็ได้ วันนี้เรากินกับ Brie รสชาติช่างเข้ากันดีกับอากาศช่วงนี้ เช้าฝนตก แดดไม่มี ตกบ่ายแดดมา แต่หนาวสะดุ้ง กินหัวหอมบำรุงเข้า่ไว้ จะได้ห่างไกลไข้หวัด ตอนนี้ผู้คนที่รู้จักเริ่มไอ เป็นหวัดกันหลายคนเลย หากอยู่เมืองไทยต้องหาดอกแคมาทำแกงส้มกินกันไข้หัวลมแบบคนโบราณเขาสอนไว้ แต่ในเมื่อไม่มีดอกแคให้กิน กินอย่างอื่นไปแทนละกันเนาะ

สูตรแยมหัวหอม

หัวหอมแดง 4 หัว (หั่นเป็นแว่นบางๆ)
กระเทียม 2 กลีบ (หั่นละเอียด)
ขิง 1 แง่งเล็กๆ (ซอยละเอียด)
น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทรายแดง 60 กรัม
ไวน์แดง 100 ml.
น้ำสัมสายชูหมักไวน์แดง 85 ml.
อบเชย 1 แท่ง โป๊ยกั๊ก 2 ดอก

ตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอก ผัดหัวหอม 5 นาทีด้วยไฟแรง คนสม่ำเสมอ อย่าให้ไหม้ติดก้นกระทะ จากนั้นเติมกระเทียม ขิง โป๊ยกั๊ก อบเชย ผัดและคนสม่ำเสมออีก 15 นาที เติมไวน์แดง น้ำส้มสายชูฯ น้ำตาล แล้วลดไฟให้อ่อนสุด เคี่ยวไปอีก 15 นาที หากทำจำนวนเยอะกว่านี้ สามารถใส่ขวดเก็บไว้กินนานเป็นเดือนๆ คนแถวนี้เขาชอบทำเก็บไว้กินในช่วงฤดูหนาวที่หัวหอมออกมาเยอะๆ กินยาวไปจนเป็นอาหารขึ้นโต๊ะช่วงคริสต์มาสเลย

อนึ่งหัวหอมเมื่อถูกเคี่ยวจนได้ที่แล้วจะให้รสชาติหวานอร่อยผิดรสชาติหัวหอม เหมาะในการมาทำเป็นแยมกินแบบอาหารคาวที่สุด

มห. 1 วันนี้เปิดจุกค็อกไวน์สำเร็จแล้ว ไม่เละรุ่ย งัดออกมาได้ทั้งจุกเลยทีเดียว (ภูมิใจจัง)
มห. 2 อ่านเจอสูตรนี้เมื่อคืนจากนิตยสาร The Simple Things ฉบับเดือนพฤศจิกายน

Grovboller

Thursday, September 9th, 2010
Share

การทำขนมปังโฮมเมดกินเองนั้นจัดเป็นความโรแมนติกที่ฝันใฝ่ของผู้เริ่มหัดอบขนมมือใหม่ แต่การเล่นกับยีสต์นั้นไม่ง่ายเหมือนเล่นเทผงฟู ยีสต์อาจทำให้นักทำขนมมือใหม่ช้ำใจ แอนด์ ท้อใจ เพราะเล่นกับยีสต์แล้ว ยีสต์ไม่เล่นกับเราด้วย ออกแรงนวดแป้งอย่างหนักกล้ามแขนปูดก็แล้ว เฝ้ารอหมักแป้งเนิ่นนาน – แป้งก็ไม่ยอมขึ้น ครั้นทู่ซี้ด้วยหวังริบหรี่ว่าถ้าเอาขนมปังไปอบมันอาจจะพองขึ้นมาเองได้ ก็ต้องเสียใจซ้ำสองที่ได้ผลลัพท์ของเนื้อขนมปังแข็งราวปูนที่สามารถเอาไปปาหัวคนข้างบ้านได้ปูดและแตก 

เมื่อปีกลายที่ผ่านมาแวะไปเยี่ยมเพื่อนเก่าชาวเดนิชที่เดนมาร์ก ตอนอาหารเช้าเพื่อนเอาขนมปังที่เธอทำเองมาให้กิน แค่เห็นหน้าตาก็รู้สึกน่าสนใจ ดูมีสีสันและอุดมไปด้วยสิ่งแปลกๆ พอได้กัดงับลงไปคำแรกนี่สิ โอ้ … ขนมปังสูตรสวรรค์หรือไร ทั้งนุ่มและมีธัญพืชอุดมอยู่ในเนื้อขนมปังให้เคี้ยวกรุบกรอบมากมายจนเพลินฟัน เลยออกปากถามเพื่อนว่าใช้สูตรใด จะขอจดเอามาลองทำกินเองบ้าง  เพื่อนเลยเล่าที่มาของสูตร grovboller นี้ว่า เจ้าลูกชายย่างวัยรุ่นสองคนของเธอนั้น-เริ่มกินยาก อิดออดไม่ค่อยอยากกินอาหารเช้า (โดยเฉพาะคนโต)

ชาวเดนิชก็เหมือนชาวยุโรปทั่วไปที่กินขนมปังเป็นอาหารเช้า แต่ที่โชคร้ายหน่อย (ตามที่เพื่อนเล่า) ขนมปังที่วางขายอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตที่เดนมาร์กมันช่างไม่อร่อยซะจริงๆ แถมไม่มีชนิดให้เลือกมาก (นับเป็นความโชคดีของชาวแดนกังหันที่มีขนมปังอร่อยๆ เยอะชนิดให้เลือก — เลยมีขี้เกียจอบขนมปังกินเอง เพราะซื้อเขาอร่อยกว่า) เพื่อนเล่าต่อว่า ขนมปังที่ลูกชอบกิน คือ ขนมปังแฮมเบอเกอร์เนื้อนุ่มนิ่ม กัดแล้วยุบยวบ สารอาหารแทบไม่มี เพราะทั้งก้อนมีแต่ส่วนผสมของน้ำและสารเสริมให้มันเบาฟู

ตามประสาแม่ๆ เพื่อนไปบ่นปรับทุกข์เรื่อง “ความกินยากของลูก” กับแม่คนอื่นที่โรงเรียน แม่ใจดีคนหนึ่งเลยไปทำสำเนาสูตรขนมปังสูตรนี้มายื่นให้เพื่อนเรา นับจากนั้นมาเพื่อนเราเลยอบขนมปังสูตรนี้ไว้ประจำบ้านตลอดเวลา (ทำบันส์ไว้เยอะๆ แล้วแช่แข็งเอาไว้ หยิบออกมาอบวันละ 10-12 บันส์) เพราะเรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจริง ลูกๆ เธอชอบกินเจ้า grovboller นี้ ใครที่เป็นแม่ก็คงดีใจที่สามารถหาสูตรอาหารที่ลูกชอบกินได้ไม่รู้เบื่อ แถมเป็นอาหารที่มีประโยชน์ อุดมไปด้วยวิตามินล้วนๆ

เรานั้นได้ชิมก้อนแรกแล้วลืมไม่ลง อยากยกย่องให้เป็น “ขนมปังสูตรสวรรค์” เพราะทำแสนง่าย รสชาติอร่อยมากถึงมากที่สุด แถมข้อดีสุดยอดของสูตรนี้ที่เพื่อนบอกย้ำรับประกันมาก็คือ เป็นชนิดขนมปังโฮมเมดที่ทำแล้ววันรุ่งขึ้นเนื้อขนมปังจะไม่กลายร่างเป็นก้อนหินแข็งโป๊กแบบขนมปังโฮมเมดสูตรอื่นๆ ยังคงความนุ่มน่ากัดเช่นเดิมไปถึง 2-3 วัน

“ขนมปังสูตรสวรรค์” ส่วนผสมพื้นๆ ไม่ยุ่งยาก วิธีทำก็แสนง่ายพอๆกับปอกกล้วยเข้าปาก (เพราะไม่ต้องออกแรงนวดเลยสักนิด)

ส่วนผสม
แป้งสาลี 700 กรัม / แป้งไรย์ 3 ช้อนโต๊ะ / แป้งโฮลวีต 3 ช้อนโต๊ะ
เมล็ดลินซีด 1 กำมือ / เมล็ดดอกทานตะวัน 1 กำมือ
(หรือธัญพืชอื่นๆ ที่ชอบกิน วันที่ถ่ายรูปนี้ เราใส่ถั่วลินทิลและธัญพืชรวมอื่นๆ ที่มีอยู่ในบ้าน)
น้ำต้มเดือด 600 ml / ยีสต์สด 25 กรัม (ยีสต์ อินสแตนด์ 12.5 กรัม) 
ไข่ไก่ 1 ฟอง / น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ / เกลือป่น 2 ช้อนชา
น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ / แครอตขูดฝอย 1 ถ้วยตวง



วิธีทำ

เอาแป้ง 3 ชนิดและเกลือลงผสมกันในอ่างหรือชามปากกว้าง เอาเมล็ดธัญพืชแช่ในน้ำต้มที่เดือด – ร้อนจัดๆ ไว้สัก 15 นาทีหรือเมื่อเอานิ้วมือจุ่มลงไปแล้วรู้สึกอุ่นๆ ก็ใส่ยีสต์สดลงไป (ถ้าใช้ยีสต์ อินแสตนท์ให้ผสมลงไปในแป้ง) …ใช้ส้อมกวนๆ … ใส่ไข่ไก่ 1 ฟอง…ใช้ส้อมกวนๆ …ใส่น้ำผึ้งลงไป … แล้วคนทุกอย่างให้เข้ากัน เอาแครอตขูดผสมลงในแป้ง จากนั้นก็เอาน้ำธัญพืชที่กวนๆ นั้นเทลงไปในชามแป้ง เอาส้อมกวนๆ ให้ทุกอย่างเข้ากันดี

เอาผ้าคลุมชามโดว์แป้งที่ผสมแล้ววางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง 1 ชั่วโมง (หรือจนแป้งขึ้น 2-3 เท่าเต็มอ่างเช่นในรูป) โดว์แป้งสูตรนี้จะเหลวมาก ไม่จำเป็นต้องเอาออกมานวดคลึงแล้ววางทิ้งไว้ เอาช้อน 2 คันตักโปะเป็นก้อนกลมๆ เบี้ยวๆ ลงถาดอบที่ปูกระดาษไขไว้ได้เลย … หน้าตาเละๆ ขรุขระตามนั้น

นำเข้าเตาอบ-อบด้วยไฟ 190 องศาเซลเซียส ราว 25-30 นาที … ขนมปังโฮมเมดสูตรนุ่มสวรรค์ที่อุดมไปด้วยวิตามินและไฟเบอร์ก็จะสุกหอมกรุ่น พร้อมออกรับรองความอร่อยของคนในบ้านได้ไม่ยากไม่เย็น … หลังจากนี้คุณจะไม่มีอาการเข็ดในการเล่นกับยีสต์อีกต่อไป … Enjoys!!

The Truth Behind Christmas Dinner Table

Saturday, December 26th, 2009
Share

วันคริสต์มาสผ่านไปแค่เพียงอาทิตย์แผ่วๆ แต่รู้สึกเหมือนมันผ่านมาแล้วราวปีกว่า

อย่างที่รู้กันว่าคริสต์มาสเป็นเทศกาลแห่งความสุขปลายปีของคนแถวนี้ แต่เท่าที่เห็นมาทุกปีเรากลับเห็นสีหน้าบางคนทุกข์ๆ กลุ้มๆ กับการตระเตรียมมื้อสำคัญ – มื้อใหญ่ เทศกาลแห่งความสุข ความอบอุ่นกลายเป็นฝันร้ายล่วงหน้าอยู่เป็นอาทิตย์ เพราะผู้คนตั้งใจอย่างยิ่งให้มันเป็น “มื้อพิเศษ” เลยเครียดมากกว่ามื้อปกติ รายการทำอาหารมื้อพิเศษอย่าง Christmas Dinner ของเหล่าเชฟชื่อดังฝั่งอังกฤษ ไม่ว่าเจมี่ / ไนเจลล่า / กอร์ดอน ฯ ทำรายการมื้อพิเศษนำเสนอวนฉายซ้ำเกือบทุกปี เพื่อช่วยคนที่กำลังเครียด สมองตัน คิดทำกินไม่ถูกให้มีทางออก คลี่คลายอาการฝันร้าย

ผู้คนแถวนี้ส่วนใหญ่อยากทำกินมื้อคริสต์มาสแบบพิเศษยิ่งใหญ่ เพราะปกติทำทำอาหารซ้ำๆ เมนูวนกินแบบขออิ่มไปวันๆ อยู่หลายมื้อต่ออาทิตย์ อาจจะเป็นเพราะทำกับข้าวไม่เก่ง ไม่ชอบกินอะไรหลากหลาย งานยุ่งมาก เวลาน้อย ฯลฯ พอถึงวันคริสต์มาสทั้งทีปีละหน จะให้มานั่งกินกับข้าวเมนูที่กินมาซ้ำซากทั้งปี – ผู้คนคงจะเศร้าใจหนัก บางทีเรามองๆ แล้วมีขำเทศกาล พลิกหนังสือตำราอาหาร เปิดดูรายการเตรียมทำอาหารคริสต์มาส เออนะ…ถ้ามันทุกข์นักกับเมนูวันนี้ ทำไมต้องไปมุ่งเตรียมเมนูภาคบังคับซะมากมาย อยากมีความสุขเฉลิมฉลอง แล้วแบกความทุกข์ด้วยการ “คิดหนัก” กับการสร้างความสุขกันไปทำไม แต่คนแถวนี้เกิดมากับประเพณีต้องกิน “มื้อใหญ่พิเศษ” ในวันคริสต์มาสเช่นนี้มานมนาน เหมือนเป็นมื้อศักดิ์สิทธิ์ต้องมีอาหารเมนูบังคับขึ้นโต๊ะ ไม่งั้นดูไม่ใช่ Christmas Dinner แท้ๆ บางคนคงเคยชินที่จะเครียดๆ ทุกข์ๆ สุขๆ วุ่นๆ ปีละครั้งในการเตรียมกินของเขาก็เป็นได้

ช่วงปีหลังๆ ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งทำเมนูกึ่งสำเร็จมาเสนอช่วยให้หลายครอบครัวทำกิน “มื้อพิเศษ” กันง่ายๆ คนแถวนี้ไม่ค่อยนิยมอบไก่งวงยัดไส้ที่หนัก 5-6 กิโลกรัมใช้เวลาอบราวครึ่งวัน กินกันไปทั้งอาทิตย์อยู่แล้ว เมนูคริสต์มาสเริ่มหลากหลาย ดัดแปลงไปตามยุคสมัย เวลา และความสามารถในการจับจ่าย แต่ความโกลาหลแห่งการจับจ่ายก็คงไม่วายยังวุ่นดีแท้ไม่แพ้ประเทศอื่นๆเขา คนซื้อของกินกันมากราวกับว่ากำลังจะเกิดสงคราม กลัวอาหารขาดแคลน คงเพราะมีวันหยุดยาวเลยต้องซื้อตุนแบบขอให้ของเหลือดีกว่าไม่พอกิน เทศกาลแห่งการกินกระหน่ำ อาจทำให้คนที่ไม่ค่อยจะมีกิน หิวโหยไส้กิ่วมากกว่าวันอื่นๆ ปีนี้ดูข่าวว่า ร้านอาหารบางแห่งทำโครงการ “ Free Christmas Dinner” คืนวันคริสต์มาสร้านอาหารจะทำไลน์บุฟเฟต์ให้คนจนๆ มากินฟรีๆ ถือเป็นการฉลองความสุขด้วย “การให้” อีกรูปแบบ – เป็นความคิดที่น่ารักมากๆ

ฝันร้ายในวันคริสต์มาสมันไม่จบแค่ความวุ่นวายเรื่องจะกินอะไรดี? หรือจะมีอะไรให้กินไหม? ประเพณีมื้อคริสต์มาสรวมญาติของครอบครัว อาจจะกลายเป็นฝันดี ฝันร้าย น่าเบื่อหน่าย ซ้ำซากตามมาอีก ภาพในโทรทัศน์ ตามใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อว่ามื้อนี้ดูอบอุ่น คนในครอบครัวร่วมกิน ร่วมแลกของขวัญยิ้มสุขซึ้งสุดใจ แต่นั่นไม่ใช่ภาพคริสต์มาส ดินเนอร์ของทุกครอบครัว -เสมอไป

หนัง A Nightmare before Christmas ของทิม เบอร์ตันออกฉายตามโทรทัศน์ช่วงนี้เสมอ เหมือนมาเตือนให้ผู้คนเตรียมตัวไปลุ้นฝันภาคครอบครัวใหญ่ถัดไป A Nightmare Before Christmas ภาคของจริงไม่ได้อยู่ที่การฉลองแบบครอบครัวเดี่ยว แต่มันจะอยู่ภาคฉลองรวมญาติครอบครัวใหญ่ เมื่องานฉลองจำนวนคนเยอะ เรื่องวุ่นๆ เลยแยะ บางปีอบอุ่นดี บางปีวุ่น บางปีหัวหมุน บางทีออกแนวมาคุๆ คริสต์มาสปีถัดๆ ไปสมาชิกครอบครัวบางคนอาจหายแว่บไปตั้งหลัก ไม่มีการฉลองรวมญาติก็มี ครอบครัวฝั่งนี้ของบ้านเรามีทุกรสชาติในเทศกาลคริสต์มาสในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา

งานฉลองเทศกาลคริสต์มาสแบบรวมญาติ บางปีเรารู้สึกเหมือนเป็นหน้าที่มากกว่าความอยากมาร่วมฉลองกัน สามปีก่อนครอบครัวหนุ่มที่บ้านไม่มีการฉลองคริสต์มาสร่วมกัน พี่ๆ น้องๆ ไปเล่นสกีกันช่วงคริสต์มาส บ้านเราไปเยี่ยมเพื่อนที่สวิสเซอร์แลนด์ ปู่-ย่าจองทริปชมคอนเสิร์ตคริสต์มาสที่เยอรมนี ก่อนหน้านั้นบางปีมาร่วมฉลองกันครบ บางปีมาไม่ครบ เหมือนความต้องการของลูกๆ ที่โตแล้วไม่ได้อยากมาร่วมฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวเสมอไป ยิ่งแต่งงานแล้วต้องไปฉลองสองครอบครัว บางปี-บางคนอยากไม่ฉลองอะไรทั้งนั้น อยากไปเที่ยว ไปฉลองกันสองต่อสอง หรือฉลองกันแค่ครอบครัวตัวเอง ก็แค่ตกลงกันง่ายๆ ต่างคนต่างไปมีความสุขช่วงคริสต์มาสลำพัง … ก็สุขดีเหมือนกัน

น้องชายคนเล็กของครอบครัวนี้เลิกฉลองเทศกาลคริสต์มาสมานานหลายปีแล้ว เขาไม่เคยบินกลับมาร่วมฉลอง เพราะเขาออกบวชอยู่ที่อังกฤษ นับถือศาสนาพุทธทำงานอยู่องค์กรพุทธที่ลอนดอน พ่อแม่และพี่ๆ ชินแล้วที่เขาจะไม่มาฉลองคริสต์มาสด้วย ครอบครัวนี้ค่อนข้างนับถือการตัดสินใจของลูกแต่ละคนอยู่มาก เราเองเป็นสะใภ้ ภาษาที่นี่เขาจะเรียกว่า koude kant (coldside ฝั่งเขยฝั่งสะใภ้) ฉลองก็ได้/ไม่ฉลองก็ดี (ไม่เหนื่อย) แต่ถ้าจะมารวมกัน ขอให้มาแบบอยากมาด้วยใจ อย่ามาแบบซังกะตายตามหน้าที่ นึกถึงใจปู่-ย่า เวลาเราแก่มั่งอาจจะได้รู้สึกถึงความจริงว่า ครอบครัว คือ สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต

ปีก่อนครอบครัวใหญ่ไม่ได้มีการนัดหมายว่าทุกคนจะมาฉลองร่วมกัน ครอบครัวเราบอกปู่-ย่าแค่ว่าจะไม่ไปไหน วันคริสต์มาสจะอยู่กินที่บ้าน วันที่ 26 เราจะย่างเป็ดไปฉลองด้วย ส่วนพี่น้องคนอื่นๆ บางคนส่งข่าวว่าจะไม่อยู่ จะไปเล่นสกี บางคนไม่ส่งข่าวเลยว่าจะยังไง มา/ไม่มา เราเลยตกลงกับปู่-ย่าว่า ยังไงครอบครัวเรามาละกัน ตอนเราไปถึง ยังไม่มืด ปู่เลยจัดโต๊ะเล็กๆ เตรียมไว้ทีแรก

ก่อนหน้าวันคริสต์มาสสองวัน ย่าโทรมาไม่ยอมพูดกับเรา แต่ขอพูดกับลูกชาย เรามารู้ความทีหลังว่าพี่ชายและน้องชายของหนุ่มที่บ้าน จู่ๆ ก็โทรมาว่าจะมาฉลองด้วย – ผิดคาด เพราะปกติพวกเขาจะไปเที่ยวกันเองช่วงนี้ ย่าเริ่มกังวล เพราะไม่ได้เตรียมการทำอาหารฉลองทั้งครอบครัว ย่าโทรมาเล่าว่า แกตัดสินใจบอกว่ามาฉลองได้ แต่ทุกคนต้องทำอาหารมาร่วม แกบอกหนุ่มที่บ้านว่าแกไม่อยากให้เรา (ผู้เขียนนี้) ต้องเป็นคนมานั่งทำอาหารอยู่คนเดียว แกอยากให้ทุกคนมาแบบมีความสุข ไม่ใช่จะต้องมีใครขลุกง่วนอยู่ในครัว เพื่อเตรียมของกินให้คน 19 คน – ลำพัง เราฟังเรื่องที่ย่าโทรมาแล้ว เรายิ้มเลย เข้าใจว่าทำไมแกไม่เล่ากับเราตรงๆ แผนการสอนย่าให้ปฏิวัติสำเร็จผล ก่อนงานฝันดี ฤา ฝันร้ายแห่งมื้อคริสต์มาสจะเริ่มขึ้น

เราเป็นคนไทย ใจดีจริง แต่ด้วยนิสัยตรงๆ ใครที่สมควรถูกรัก-จะรักตาย ใครไม่น่ารัก อย่าหวังให้แล ไปบริการ เราไม่สามารถเสแสร้งได้จริงๆ มันก็เป็นแบบนี้ ในงานเลี้ยงครอบครัวนี้ที่เห็นมาตลอด ย่าผู้เป็นคนที่ชอบบริการคนอื่นจะลุกเดินเสริฟอาหารเก็บจานอยู่ตลอด เรามองมานาน ลุกขึ้นช่วยเสมอๆ แต่ขัดเคืองนัยน์ตาสงสัยตามประสาคนไทย ทำไมปู่-ย่าที่สูงอายุกว่าต้องลุกบริการลูก-หลานเช่นนี้ นี่ไม่ใช่ร้านอาหาร นี่บ้าน นี่ครอบครัว หลายปีหลายงานเข้าชักทนดูเฉยๆไม่ไหว ผิดวิสัยฝืนความรู้สึกตัวเอง หลังจากงานเลี้ยงวันเกิดย่าเมื่อปีก่อน เราตัดสินใจบอกความจริงกับย่าว่า…

เราตั้งใจไม่ยกซุปไปให้พี่สะใภ้เราเองแหละ ไม่ใช่แม่เรียกแล้วทำเป็นไม่ได้ยิน ที่นี่บ้านครอบครัว เป็นลูก เป็นสะใภ้ แม่ไม่ต้องเสริฟใครอยู่ตลอด ทุกคนควรจะลุกขึ้นช่วยกันบ้าง เราเข้าใจว่าผู้ใหญ่เจ้าของบ้านอยากบริการความสุขลูกหลานทุกคน แต่ทำแล้วเหนื่อยไหม? ย่าบอกว่า … เหนื่อย แต่ทำยังไงได้ พอเขาไม่ลุกก็ต้องเสริฟให้ ย่าใจดีเกินไป เลยทนทำไม่เอ่ยปากเรื่อยมา

ปู่เลิกจัดงานเลี้ยงวันเกิดตัวเอง บอกว่าไม่อยากเหนื่อย แก่แล้วอยากฉลองง่ายๆ มีความสุขด้วยการไม่ฉลองอะไรเลย ย่าตัดสินใจบอกลูกๆ ทุกคนว่าใครอยากมาร่วมฉลองคริสต์มาสปีนี้ต้องทำอาหารมาด้วย นี่คือการปฏิวัติครั้งสำคัญของครอบครัว Helping hand Celebration ไม่รักกัน ไม่ต้องแสร้งมา … ไม่รักไม่ว่า แต่อย่าสงสาร (เกี่ยวกันดีไหมนี่?)

ใกล้ถึงวันคริสต์มาส เราถามย่าว่าทุกคนว่าอย่างไร ย่าเล่าว่าทุกคน – เงียบ ไม่มีข่าวใดๆ คืบหน้าส่งต่อมา นี่คือ คริสต์มาสแห่งการลุ้นว่า จะเป็นมื้อฝันดี ฤา ฝันร้าย

งานเฉลิมฉลองคริสต์มาสปีก่อนหน้าผ่านไป ได้นำเสนอภาพใหม่ๆ ในครอบครัว สมาชิกทุกคนมีความรู้สึกที่ดีกลับไป การบอกกล่าวสิ่งที่ตัวเองปรารถนาอาจจะทำให้เรื่องที่ไม่เคยสื่อถึงกัน เข้าใจกันได้มากขึ้น นี่คือการเฉลิมฉลองที่แท้จริง ไม่ต้องยิ่งใหญ่ แต่มาจากใจที่อยากมีความสุขร่วมกัน ไม่ควรมีใครเหนื่อยสาหัสเพื่อให้ใครไหนอื่นสุขมากที่สุด เมื่อทุกคนช่วยกันงานเฉลิมฉลองจึงสมบูรณ์ เพราะทุกคนได้สุขร่วมกันอย่างแท้จริง

ถึงเวลานัดหมาย ลูกๆ ต่างทยอยกันมาพร้อมอาหาร แต่ละคนทำอาหารที่ตัวเองคิดว่าอร่อย แม้กระทั่งน้องสาวที่ว่าจะไปเล่นสกี เธอก็ยกเลิกแผนการมาร่วมฉลองด้วย ปู่ต้องหาโต๊ะมาต่อยาวเหยียดรองรับคน 19 คน จากที่คิดว่าจะฉลองกันแค่ 7 คนกับครอบครัวเรา งานฉลองวันนั้นไม่มีใครเหนื่อยอยู่ในครัวลำพัง ท่าทางมันจะจบลงด้วยบรรยากาศคริสต์มาส-ฝันดี : )

ปู่เริ่มลงมือทำสตาร์เตอร์ประเพณี ทุกปีปู่จะได้สโมค ซัลม่อนเป็นของขวัญจากคู่ค้าธุรกิจเก่าๆ ปู่จะเอามาทำออร์เดิฟง่ายๆ สไตล์ปู่ สโมค ซัลม่อนคุณภาพดี (ของฟรี) กินกับขนมปังกรอบ สลัด แกล้มด้วยฮอร์ชราดิช (รสเผ็ดคล้ายๆวาซาบิ) รวมญาติรอบโต๊ะคริสต์มาสคืนฝันดี หลานๆ รุ่นๆ ของหวานที่ครอบครัวพี่ชายคนโตหอบมาเซอร์ไพรซ์เด็กๆ ลูกสาวคนเล็กของครอบครัวพี่ชายเริ่มทำงานพิเศษ ได้เครื่องทำชอคโกแลต ฟองดูว์น้ำพุในกล่องของขวัญจากที่ทำงาน เลยอาสาเตรียมของหวานของเธอมาร่วมด้วย นี่คือปาฏิหาริย์ที่มีจริง

ความสุขร่วมกันอยู่ตรงที่ได้ช่วยกัน เพื่อกินร่วมกัน รอยยิ้มแห่งความสุขส่งตรงมาจากข้างในไม่ใช่ยิ้มกันแกนๆเป็นพิธี คนให้มีความสุขเท่าๆกับคนที่ได้รับ ภาพการเฉลิมฉลองแบบนี้ที่เราชอบมากกว่า – ภาพสมาชิกครอบครัวนั่งคอแข็งครบหัว ยิ้มแกนๆ บรรยากาศที่สุขจากข้างใน อาจทำให้คอเราอ่อนลงและยิ้มสวยขึ้นโดยไม่รู้ตัวเอง

จบภาคอาหาร เด็กๆ มีเซอร์ไพรส์ ขึ้นไปซุ่มกันข้างบนช่วงพักกิน แล้วมาบอกว่ามีการแสดงละครคริสต์มาส – ซ้อมกันสดๆ เป็นงานฉลองที่ทุกคนได้สนุกร่วมกัน ช่วยกันสร้างวันนี้ให้มีความสุข ไม่ว่าตัวเล็กหรือตัวโต ปู่เปิดกรุไวน์แดงไวน์ขาวเลี้ยงหลายขวด ช่วงที่เราแอบสะดุ้ง ตกใจคาดไม่ถึง คือ ตอนที่พี่สะใภ้ – คนที่ไม่ค่อยลุกเสริฟตัวเองและใครๆมาแต่ไหนแต่ไร ลุกขึ้นเดินรินไวน์รอบโต๊ะ จนมาถึงเรา ผู้ไม่กินไวน์ที่มี Lกฮ เราเลยบอกขอบคุณ สักพักพี่สะใภ้กลับมาพร้อมขวดไวน์ Lกฮ free อะฮ่า — พี่สะใภ้รินไวน์ให้เราด้วยนี่นะ จู่ๆ ทุกคนเปี่ยนไป๋ – ไฉนนี่

เมื่อถึงเวลา (หรือเริ่มแก่ตัวลง) อาการคอแข็ง ช่างทิฐิของแต่ละคนก็คลายตัวลง เริ่มเข้าใจว่าครอบครัวคือความสัมพันธ์ที่ยังมีค่าที่สุดในชีวิต อย่ารอให้ถึงวันที่ครอบครัวไม่สมบูรณ์ แล้วจึงระลึกถึงกัน เราไม่จำเป็นต้องสร้างภาพว่ารักกันมาก แค่รู้จักดูแลกันและกันอย่างที่ควรจะเป็น…ก็พอแล้ว เราไม่อาจคาดหวังสิ่งใดจากคนอื่นได้ จัดการคนอื่นไม่ได้ แต่เราจัดการและคาดหวังตัวเราเองได้

จบบันทึกคริสต์มาสดินเนอร์ ปี 2008

คริสต์มาส ดินเนอร์ปีนี้ ปู่รีบออกตัวว่าจะไม่จัดรวมญาติอะไร แต่ใครจะแวะมากินกาแฟ กินขนมฉลองด้วยกันได้ เวลาตามสะดวก แต่ไม่จำเป็นต้องกินมื้อค่ำด้วยกัน ลูกชายคนโตเดินย่ำหิมะมาบอกว่าจัดๆ พ่อไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวเขาจัดการเอง แล้วมื้อคริสต์มาสปี 2009 ก็ลงเอยด้วยความสุขยิ่งขึ้นกว่าปีก่อน ไม่เพียงแค่ลูกๆ ทุกคนมาร่วมฉลองกันครบ (ขาดแค่หลานฝั่งเย็น 3 คนที่ต้องไปฉลองครอบครัวแม่อีกฝั่ง) อาหารสมบูรณ์เตรียมมาเสร็จ ไม่มีใครเหนื่อยสาหัสหนักกว่าใคร ระหว่างค่ำคืน ณ โต๊ะคริสต์มาสครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน เราได้ยินเสียงหัวเราะ หยอกเย้า พูดคุยด้วยน้ำเสียงสบายๆ สัมผัสถึงความสุขกระจายรายรอบโต๊ะมากกว่าปีก่อน

สวัสดี เมอร์รี่คริสต์มาส ขอให้ทุกครอบครัวมีความสุขเล็กๆ เสมอไป-ทุกๆปี

In Season – Summer

Wednesday, July 1st, 2009
Share
 

ดูร้อนเวียนมาถึงจริงๆเสียที เรานี้แสนดีใจ ผัก -ผลไม้ตามฤดูกาลเริ่มทยอยออกกันมาละลานตา สีสันสมบูรณ์พูนตลาด ผัก-ผลไม้สดๆ เด็ดตรงจากสวนที่ปลูกแดดธรรมชาติ ไม่ต้องจำใจซื้อผลไม้ขนส่งข้ามแดน หรือแงะผลไม้แช่แข็งมาทำกินเฉกเช่นช่วงฤดูหนาวที่แสนอดอยาก ราคาและคุณภาพของผัก-ผลไม้ฤดูร้อนเหมือนเป็นรางวัลที่คุ้มต้นทุนการรอคอย … สุขใดไหนจะสุขไปกว่าการได้ลิ้มรสชาติผลไม้สุกอิ่มเต็มแดดเช่นนี้ 

ราชินีผักแห่งฤดูเริ่มร้อนแถวแดนกังหัน ไม่มีใครเด่นเกินหน้า “แอสพารากัสขาว”  เพราะจะมีมาให้กินแค่ช่วงสั้นๆ ราว 6-8 อาทิตย์ (ต้นเดือน พ.ค. – ปลายเดือน มิ.ย.) หมดแล้วหมดกัน ต้องรอลิ้มชิมความหวานของก้านอวบๆ นี้กันใหม่ปีหน้าโน่น ตอนช่วงแอสพารากัสเริ่มออกใหม่ๆ ราคาจะสูงมากหน่อย (กิโลละ 10-12 ยูโร) จัดเป็นผักราคาระดับคนรวย พอแดดจัดแรงๆ ติดกันสักสองสามอาทิตย์ แอสพารากัสเริ่มโน้มราคาต่ำมาจูบพื้นดิน คนชั้นกลางค่อนไปชั้นล่างเริ่มเอื้อมถึงราคาแอสพารากัส เนื่องจากแดดแรงแอสพารากัสแย่งกันโตจนมีออกมาขายล้นตลาด ช่วงนั้นจะเป็นช่วงทองแห่งการกินแอสพารากัสทุกวันของเรา กินได้มื้อเย็นวันละ 1 กิโลกรัมเพียวๆ ใครอยากลดความอ้วน ลองกินผักต้มรสหวานธรรมชาติเพียวๆ ไม่ต้องมีออฟชั่นอะไรเสริมเช่นนี้ดู หวานลื่นคอ อิ่มโล่งท้อง สบายพุงดีแท้ 


ก้านรูบาร์บจะมีมาให้กินตั้งแต่ช่วงใบไม้ผลิ พอเริ่มร้อนจัดมันก็เริ่มวายลง แต่ยังพอมีขายอยู่ประปราย เราจดๆจ้องๆ เจ้าก้านแดงสีสวยนี้มาหลายปี ไม่รู้จักรสชาติแท้จริงของเจ้านัก ช่างใจอยู่นานจะเอามาแกง มายำ หรือเชื่อมมันดี เล็งมาหลายปีกว่าจะกล้าลิ้มรสชาติที่แท้ ว่า เปรี้ยวปะแล่มและอร่อยไม่เบา เจ้าช่างเป็นพืชหน้าตาผักที่ควบรสชาติผลไม้อันแสนประหลาดล้ำลึกประจำฤดูกาลนี้ซะจริงๆ
 

 
อกอาติโช้กกำลังเริ่มออกแล้ว แม้จะออกช้ากว่ารูบาร์บและแอสพารากัสเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นออกแล้วต้องรีบกินให้ชื่นใจ เพราะดอกสวยๆ สดๆ เหล่านี้เก็บมาขายจากไร่สวนใกล้ๆ แค่เอื้อม ไม่ได้ขนส่งมาไกลจากยุโรปตอนใต้เหมือนในช่วงฤดูอื่นๆเจ้าราดิชหัวรีพันธุ์นี้หาซื้อได้เยอะมากตามฟาร์มออร์แกนิก รสชาติมันไม่เผ็ดฉุนจัดนัก โดยเฉพาะเมื่อขุดแล้วกินสดๆ ในวันเดียวกัน ถึงช่วงฤดูหากมุ่งไปซื้อตรงจากฟาร์มราคาทั้งกำนี้แค่ 1 ยูโรเท่านั้น … อะไรจะถูกสวรรค์ไปกว่านี้ละเนี่ย

ถึงช่วงร้อนจัดยาวๆ นานาถั่วจะเริ่มเลื้อยเริ่มทอดฝัก ฝักถั่วสดๆ เป็นผักแห่งฤดูกาลอากาศร้อนโดยแท้ ราคาต่อกิโลถูกเหลือใจ ใครมีลูกเยอะควรซื้อมาต้มให้กินเล่นได้ตลอดฤดู (จะทำให้เด็กรักการกินผักสีเขียวเพิ่มมากขึ้น) ผู้ใหญ่-ผู้เริ่มสูงอายุทั้งหลายก็กินได้กระหน่ำไม่ต้องหวั่นระคายเคืองตราชั่งน้ำหนัก จะเอามาต้มทำสลัด คลุกเคียงพาสต้า ผัดซอสราดข้าว กินเปล่าๆ ไม่ต้องผสมเนื้อสัตว์ก็ยังหวานอร่อยยิ่ง
 
ราชินีผักหัวแสนสวยแห่งฤดูร้อน เราขอมอบให้กับหัวราดิช – รสเผ็ดนอกหวานเนื้อใน หากไปซื้อสดๆ จากฟาร์มออร์แกนิกที่เด็ดมาไม่ถึง 5 นาที แล้วกัดใส่ปาก ความกรอบของมันอาจลั่นเปรี้ยงในปากได้ เป็นผักหัวที่กินเล่นได้อร่อยไม่แพ้ผลไม้รสหวานอื่นๆ ขมนำหวานตาม ใครเจอแล้วไม่เคยลองกัดสักคำ อาจจะพลาดรสชาติแห่งชีวิตรสชาติหนึ่งที่สำคัญไปได้

ถั่วเปลือกสีม่วง-เมล็ดถั่วกลมๆ เหมือนถั่วลันเตาพันธุ์นี้ มีชื่อดัทช์จ๋า ว่ากันว่าเป็นถั่วพันธุ์พื้นบ้าน ที่ไม่อิงตลาดเศรษฐกิจ หาซื้อได้แค่ตามฤดูกาล มีขายบ้างตามตลาดนัด แต่ที่จะมีให้ซื้อเยอะๆ แน่ๆ คือตามฟาร์มผักออร์แกนิก หรือร้านขายอาหารออร์แกนิก ถามชาวไร่ที่นี่ เขาเล่าว่ามันเป็นพันธุ์ที่คนเริ่มปลูกน้อยลง จะยังคงปลูกกันอยู่แค่ตามฟาร์มธรรมชาติที่ยังใช้พันธุ์พื้นบ้านเดิมๆ อยู่เท่านั้นเอง สนนราคาก็ไม่แพงมากด้วย


 

หัวไชเท้าพี่ดัทช์แท้พันธุ์นี้ชื่อ meiraap คำว่า mei นั้นคือชื่อเดือน May ที่เขียนในแบบภาษาดัทช์ แปลตรงตัวชื่อผักจึงหมายถึง “หัวไชเท้า แห่งเดือนพฤษภาคม” ถามคนแถวนี้เอาไปทำอะไรกินกัน เขาว่าเอาไปไสๆ ทำส้มตำ (55 เปล่า ล้อเล่น) เขาเอาไปไสทำสลัดกินกันอยู่ แต่สูตรไสหัวของเขาแซ่บสู้สูตรไสหัวส้มตำพี่ไทยไม่ได้ (จะมีชาติไหนทำอาหารได้รสชาติเลิศล้ำกว่าชาติไทยล่ะหนอ) บางทีเราเอามาไสทำยำ ทำส้มตำอยู่เหมือนกันนะ เจ้าหัวนี้ 

ไชโย ซัมเมอร์!! เราไม่ต้องเหม่อมองหาผลไม้สีสันสดๆ รสชาติหวานๆ ให้เมื่อยอีกต่อไป เพราะสีสันของผลไม้ฤดูร้อนทิ่มแทงตาเราไปทุกตลาด สีจัดจ้าน รสหวานฉ่ำ กินกระหน่ำได้ทุกวัน กินได้รวมๆต่อวันเป็นกิโลๆ ท้องไส้โปร่งโล่ง ผิวพรรณดูนวลผ่องสะท้อนสีสันผลไม้ขึ้นมาทันตาเห็น

ที่เราชอบผลไม้ช่วงฤดูร้อนมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่เฉพาะรสชาติและสีสันของผลไม้แต่ละชนิดเท่านั้น หากเรายังชอบวิถีชาวสวนละแวกใกล้บ้านที่จะมาตั้งเพิงขายผลไม้เด็ดสดๆ ที่ปลูกในสวนตัวเองตามรายทางที่สุด มันให้อารมณ์พบปะเกษตรกร ซื้อแบบ ลด แถม แจกรอยยิ้ม เหมือนที่พ่อสอนลูกไว้ในหนังสือ Life’s Little Instruction Book  ที่เขียนโดย H. Jackson Brown, Jr. ว่า Buy vegetables from truck farmers who advertise with hand-lettered sings. ป้ายขายผลไม้ตามเพิงของชาวสวนแถวนี้ล้วนเขียนด้วยลายมือโย้เย้เช่นกัน

อันดับราชินีผลไม้ช่วงหน้าร้อนที่มีสีสันสดจ้า หน้าตาสวยงาม รสชาติหวานฉ่ำคงไม่มีผลไม้ชนิดไหนสวยเกินหน้าเจ้า “สตรอแบร์รี่” ตอนนี้กำลังออกล้นตลาด ไปเดินตลาดนัดช่วงนี้หอบกลับบ้านได้ทีละ 2-3 กิโลกรัม สนนราคาบางอาทิตย์แค่ 1-2 ยูโร มีแบบซื้อ 3 แถม 1 ช่วงที่ออกกันมากๆ แม่ค้าไม่อยากให้เหลือค้างข้ามวัน เพราะคุณภาพความสดมันจะเฉาลงแค่ข้ามวัน ต้องมีการลด แลก แจกแถมกันอยุ่เป็นประจำเกือบทุกตลาดเช่นนี้เอง

สตรอแบร์รี่ยังไม่หมดไปจากตลาด เชอร์รี่ลูกอวบๆ งามๆ กำลังเริ่มทยอยโผล่มาขายจากสวนละแวกนี้แล้ว เราเองมีสวนเจ้าประจำขับรถไปซื้อได้ถึงที่สวนตรงๆ อยู่ห่างไปแค่ 20 นาทีจากบ้าน ลองแวะชิมเชอร์รี่มาหลายสวนละแวกบ้าน ติดใจรสชาติเชอร์รี่พันธุ์นี้ของสวนแห่งนี้ที่สุด เขาเด็ดปุ๊บวางขายปั๊บ ขั้วก้านยังเขียวสด เนื้อเชอร์รี่หวานกรอบ เม็ดโตเต็มกระพุ้งแก้ม ช่วงนี้กำลังแก่สุกเก็บวางขายได้ทุกวัน กิโลกรัมละ 5 ยูโร เชอร์รี่ลูกโต พันธุ์หวาน เนื้อดีราคาถูกเช่นนี้ หาซื้อไม่ได้ตามตลาดนัด เพราะเมื่อเดินทางมาจากสวนราคามันจะเพิ่มขึ้น 1-2 ยูโรตามราคาค่าขนส่งเสมอ

อารมณ์กินตรงตามช่วงฤดูกาล นอกจากภาพผลไม้สดๆ ถูกๆ ละลานแผงตลาด มีหลากหลายชนิดหมุนเปลี่ยนเป็นไปตามวงจรธรรมชาติ ฤดูกาลผลไม้แดดจัดยังแฝงภาพน่ารักให้เราๆ ได้สัมผัสความมีอยู่จริงของรอยยิ้ม การเจรจาต่อรองที่มีชีวิตชีวาของผู้คนรอบตัว แม่ค้ายิ้มเก่ง เป็นมิตร ดูไม่ค่อยอยากโกงราคา เพราะอยากขายของสดๆ ให้หมดวันต่อวัน สินค้าผลไม้มีออกมาจำนวนมากไม่ขาดแคลน ขายง่ายขายคล่อง เป็นช่วงเติมเต็มความสุขด้วยกันทั้งสองฝ่ายไม่ว่า คนขายหรือคนซื้อ

 Please don’t wait too long!!
Enjoy the best “Summer Fruits” that you won’t regret! 
  

กินแบบชาวดัทช์ในฤดูกาลปลามัน ~ Hollandse Nieuwe ~

Tuesday, June 16th, 2009
Share

ฤดูปลาแฮรริ่งฤดูใหม่เริ่มต้นแล้วอย่างเป็นทางการ เมื่อวันอังคารที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ชาวดัทช์ทั้งหลายแห่ไปซื้อปลาแฮร์ริ่งมากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ใครที่กินปลาแฮรริ่งไม่เป็น…อย่าเพิ่งร้องยี้ เพราะคนที่นี่ชอบกินปลาสดแฮร์ริ่งกันนักหนา เราเองก็ชอบมากๆ เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อตอนท้องสามหางเครื่องฟาดปลาแฮร์ริ่งสดๆ เกือบทุกวัน-วันละตัว บำรุงพุงและสมองเด็กน้อยในครรภ์ดีนัก

อนึ่ง…ตามตำราเขาห้ามคนท้องกินของสด-ของไม่สุกอยู่ แต่สำหรับปลาแฮร์ริ่งสดจริง เราใช้วิจารณญาณเข้าข้างปากตัวเองตรองดูแล้ว ปลาแฮร์ริ่งมันสดแต่มันสุก (สุกได้อย่างไร เดี๋ยวจะเล่าต่อไป) ไม่ถือว่าอันตราย ตำราทั่วโลกอาจจะห้ามกินของไม่สุกยามตั้งท้อง แต่ตำราพี่ดัทช์สนับสนุนคนท้องให้กินปลาแฮร์ริ่งสดๆ เราเชื่อใจ เชื่อปากตัวเอง เลยเชื่อพี่ดัทช์ กินมาทุกท้อง

ปลาแฮร์ริ่งสดๆ กินแกล้มหอมใหญ่ซอย โรยพริกไทยนิดๆ อร่อยอย่าบอกใครเลยเชียว แต่ช่วงท้องต้องตัดใจไม่กินปลาแฮร์ริ่งแกล้มหอมใหญ่ เพราะลูกในไส้อาจจะระคายรสชาติหัวหอมเตะถีบผนังพุงได้ไม่หยุด

ปลาแฮรริ่งฤดูใหม่ที่นี่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า Hollandse Nieuwe – Holland New มีชื่อแฝงตรงตามความหมายในวงเล็บที่รู้จักกันอีกชื่อว่า maatjesharing (เรียกสั้นๆว่า matjes) อันเป็นชื่อภาษาเขียนแบบสุภาพแปลตรงตัวมาจากคำว่า maagdenharing คำว่า maagd ในภาษาดัทช์หมายถึง virgin คนที่นี่เรียก “ปลาแฮร์ริ่งบริสุทธิ์” ในฤดูกาลนี้ เพราะเป็นรุ่นปลาที่เพิ่งอดหัวโตผ่านฤดูหนาวสี่เดือนมา แล้วค่อยๆเจริญเติบโตจนเหมาะแก่การถูกจับมาให้มนุษย์ผู้หิวโหยกินกัน ชาวประมงจะเริ่มออกทะเลจับปลาแฮร์ริ่งกันตั้งแต่เดือนกลาง พ.ค. ทุกๆปีทำไมช่วงใบไม้ผลิจึงทำให้ปลาแฮร์ริ่งอร่อยสุด ราคาแพงสุด สาเหตุเพราะเป็นปลาเนื้อแน่น ไขมันจัด ปลารุ่นหนุ่ม-สาวเหล่านี้ยังไม่ผ่านช่วงผสมพันธุ์ ตัวเมียยังไม่ถูกฉีดสเปิร์ม ท้องไส้ยังไม่ป่องเต็มไปด้วยไข่ปลา ปลาแฮร์ริ่งที่อร่อยกำลังเหมาะ เขาวัดกันตรงรุ่นปลาแฮร์ริ่งที่มีไขมันปลาอย่างน้อย 16% ขึ้นไป … การกินปลาแฮร์ริ่งสดๆ นี้จึงมีประโยชน์ดีต่อสุขภาพผู้บริโภคมากๆ

ชาวดัทช์ชอบกินปลาแฮร์ริ่งกันสดๆ ประเภทปรุงสุก แบบดองอื่นๆ ก็มีให้กินอยู่หลายเมนู แต่การกินปลาแฮร์ริ่งสดๆ นั้น – ท่าจะเอร็ดอร่อยที่สุด การกินปลาแฮร์ริ่งสดๆ ไม่นับว่าเป็นการเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ เพราะเขามีกรรมวิธีการทำปลาสดให้สุกปลอดภัย ชาวดัทช์ค้นพบกรรมวิธีการเก็บรักษาปลาแฮร์ริ่งมาตั้งแต่คริสตศักราชที่ 13 กรรมวิธีแรกเรียกว่า Haring Kaken เป็นการใช้มีดที่คมกริบชนิดพิเศษ ล้วงพุงปลาและตัดเหงือก วิธีการล้วงและตัดเหงือกที่พิเศษถูกวิธีจะช่วยรักษาความสดในเนื้อปลาไว้ จากนั้นจึงใช้กรรมวิธี rijpen ปลาสดที่ถูกคว้านเรียบร้อยแล้วจะถูกหมักเกลือเพื่อให้ปลาคงความสดเพื่อกินดิบๆได้

สมัยก่อนยังไม่มีตู้แช่แข็ง ชาวประมงที่ล่าปลาแฮร์รี่จะทำกรรมวิธีสองอย่างนี้ตั้งแต่ในเรือกลางทะเล เมื่อเข้าฝั่งปลาแฮร์ริ่งจะถูกเก็บบรจุลงลังไม้เก็บรักษามาอย่างสะอาดเรียบร้อย ว่ากันว่าปลาแฮร์ริ่งที่ผ่านกรรมวิธีเหล่านี้ ยิ่งหมักเกลือมากแค่ไหน ปลาแฮร์ริ่งสดๆ ก็จะสามารถเก็บไว้ได้นานมากยิ่งขึ้น (นานหลายเดือนเลยเชียว)

ชาวประมงจะออกจับปลาแฮร์ริ่งฤดูใหม่ที่รสชาติดี มีไขมันกำลังเหมาะตั้งแต่กลางเดือน พ.ค. จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน หากจับก่อนช่วงหน้านี้ปลาจะยังเติบโตไม่เต็มที่ สะสมไขมันยังไม่พอ ถ้าจับเลยช่วงไปปลาจะเริ่มมีการผสมพันธุ์แล้ว ก็จะกินสดๆ ไม่อร่อย ในช่วงหลังจากนี้ไปตลอดปี ปลาแฮร์ริ่งที่มีขายอยู่ จะไม่เรียกชื่อว่า Hollandse Nieuwe เพราะจะเป็นปลาแฮร์ริ่งตกรุ่นฤดู เป็นปลาที่ไม่ได้จับมาสดๆ แต่เป็นปลาหมักเก็บไว้แล้วค่อยๆ นำมาออกมาจำหน่ายวันต่อวัน ปลาแฮร์ริ่งรุ่นหมักเก่านี้จะราคาถูกกว่าปลาแฮร์ริ่งฤดูใหม่

วิธีกินปลาแฮร์ริ่งแบบเด็กดัทช์แท้ๆ จับหางแล้วหย่อนลงปากไปทั้งตัวแบบนี้ๆ

ปลาแฮร์ริ่งตอนที่ยังสด ไม่โดนล้วงตับ ไต ไส้ พุงออกมาขนาดตามฤดูกาลจะตัวโตต่างกันเช่นในรูปนี้ สมัยก่อนชอบล้อชาวดัทช์ว่า แหม กะอีแค่ปลาทู ทำไมต้องตื่นเต้นอะไรกันนักหนา เดี๋ยวนี้เราเห็นปลาทูสดๆ เราก็ตื่นเต้นนะ ; )

รูปข่าวจาก นสพ. เมืองเราเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายอำเภอ(เน็คไทเหลือง)ไปร่วมเปิบปลาแฮร์ริ่งฤดูกาลใหม่ ที่ร้านปลาสดในเมือง ผู้คนเขาเฉลิมฉลองวันปลาแฮร์ริ่งฤดูใหม่ ไปยืนรอคิวซื้อกันมาชิมกันทั่วแคว้นแดนกังหันเลยล่ะ เจอชาวดัทช์อย่าไปล้อเขาเรื่องปลาแฮร์ริ่งนะ เพราะเขาเอาจริงเอาจัง – ใช่ย่อย

มีงานศิลปะ ท่ากินแฮร์ริ่งทำกันออกมาด้วย ถ้าเห็นคนทำท่านี้ที่ไหน ให้เดาได้เลยว่าเขาเป็นชาวดัทช์แน่ๆ : )

พริตตี้ที่จำหน่ายปลาแฮร์ริ่งฤดูกาลใหม่ จะแต่งตัวพื้นบ้านชาวดัทช์แบบนี้

เด็กดัทช์นั้นถูกพ่อแม่ป้อนปลาแฮร์ริ่งกันมาตั้งแต่ตัวเปี๊ยกๆ มีคลิปน่ารัก ตอนป้อนปลาแฮร์ริ่งมาให้ดู

หนุ่มน้อยคนนี้กินปลาแฮร์ริ่งอย่างเอร็ดอร่อยจริงๆ ปลาตัวอ้วนมากๆ

 

มห. ภาษาอังกฤษจะเขียนชื่อว่า Herring สำหรับชาวดัทช์เขาเขียนว่า Haring (ออกเสียงว่า ฮาริ่ง) เราเล่าในสำเนียงเสียงสากล ขอเรียกว่าปลาแฮร์ริ่งละกันนะ

Sweet Treat December # 2 – Speculaas Cookies

Sunday, December 21st, 2008
Share
Sweet Treat December อันดับต่อมา Speculaas Cookies คุกกี้ลวดลายน่ารักๆ แบบดัทช์ๆ เดือนธันวาคมเป็นเดือนแห่ง Sweet Speculaas Cookies ต้นตำรับคุกกี้สเป็คคูลาส ขนมแห่งเทศกาลแถวนี้ ไม่ได้ใช้ Cookies Cutter ทั่วๆไป หากยังคงใช้ Cookies Molds แบบโบราณๆ ที่น่ารักชะมัด
 
Speculaas Molds หน้าตาแบบนี้ ใครอยู่แถวญี่ปุ่นอาจเคยเห็น Wagashi Molds แบบนี้มากมาย สมัยก่อนมี Molds แบบนี้เยอะ เราแพ้ molds งานไม้สวยๆ เจอไม่ได้ต้องซื้อเก็บ แต่พิมพ์ไม้พวกนี้ไม่ได้ซื้อราคาแพงมากหรอก อย่างที่บอกว่าเราชอบของมือสอง อย่าง Speculaas molds อันนี้ ซื้อมาราคาแปลงเป็นไทยแค่ 75 บาท เป็นของเก่าลายคมมาก ใช้ไม้เนื้อดี นี่ไม่ใช่แค่ Molds ปั้มคุกกี้ธรรมดา เราว่ามันเป็นงานสล่าชั้นดีเชียวล่ะ

เราปั๊มสเป็คคูลาสคุกกี้กันแบบนี้ ใช้กำลังภายในเด็กเล็กน้อย จะตัดออกเป็นลายต่างๆก็ได้ถ้าขยัน หรือจะตัดสี่เหลี่ยมเฉยๆ ก็ได้เช่นกัน เวลาอบออกมา ลายจะยังนูน 3D อยู่ Speculaas Cookies ที่มีวางขายตามต่างประเทศนอกจากที่เนเธอร์แลนด์-เบลเยี่ยม ส่วนใหญ่จะปั๊มลายกังหัน คงจะใช้เป็นสัญลักษณ์ที่มาคุกกี้ ลาย speculaas cookies ส่วนใหญ่ยังคงลายโบราณ เชยๆ คลาสสิดแบบนี้ เราว่ามันเป็นคุกกี้ที่ลายน่ารักดี ดำขำ

รสชาติสเป็คคูลาสคล้ายๆ คุกกี้ขิง ช่วงเดือนนี้มีคุกกี้สเป็คคูลาสออกมาแบบหลากลาย มีแบบสอดไส้ด้วย ใครแวะมาแถวนี้ ซื้อกลับไปเป็นของฝากได้มีขายตลอดปี เป็นขนมแบบดัทช์ๆ อร่อยหวานล้ำพอๆกับ stroopwafel  จริงๆ อยู่แดนกังหันนี้ไม่ต้องทำแจกใครหรอก แต่เหมาะที่จะทำเล่นกันเด็กๆ เหมือนเล่นปั้นดินน้ำมันอร่อยๆ : )

เห็นหน้าตาคุกกี้พี่ดัทช์แล้ว อยากลองชิมไหม? คุกกี้แบบนี้สอนเด็กทำในชั้นเรียนได้ง่ายมาก เพราะอบไม่นาน ถ้าอบนานคุกกี้จะแข็งโป๊ก สเป็คคูลาสคล้ายๆพวกตุ๊กตาคุกกี้ขิง แต่มีลายเยอะกว่า
พวกกระปุกคุกกี้เก่าๆ บางทีเราเก็บๆ ใส่อะไรจุกจิกไว้ กระปุกหนึ่งบรรจุคุกกี้เต็มๆราคา 2 ยูโร พอกินคุกกี้หมดแล้วเอามารียูสทำคุกกี้ใส่ไปให้คนอื่นได้ต่อ จริงๆ พวกกระป๋องกระแป๋งแบบนี้เราชอบเก็บ เพราะเวลาต้องใส่ของไปให้ใคร มันสวยกว่าใส่กล่องป๊าดสะติก
recipe
(สำหรับโดว์คุกกี้ 600 กรัม)

แป้งสาลีเอนกประสงค์ 250 กรัม
น้ำตาลทรายแดง 125 กรัม
เนยสด (หั่นเป็นก้อนลูกเต๋าเล็กๆ)  175 กรัม
ผงสเป็คคูลาส*  2 ชต.
เกลือ 1/2 ชช.

(speculaas spicies = ผงซินนาม่อน + ผงลูกผักชี + ผงลูกจันทร์ + ผงขิง + คาเดอมอม + ผงกานพลู)

วิธีทำ

 

1. ผสมแป้งกับน้ำตาลทราย เกลือ 1/2 ชช.และผงสเป็คคูลาส นำเนยที่อ่อนตัวลงนวดจนโดว์เนียน
(สามารถใช้เครื่องนวดช่วยนวดได้)
2. แช่โดว์ทิ้งไว้ 1 ชม. ในตู้เย็น แล้วจึงนำคลึงหนา 1 ซม. กดพิมพ์
3. อบด้วยไฟ บน-ล่าง-พัดลม 175 องศาเซลเซียส 20-25 นาที

Sweet Tart O’ Mine

Monday, November 3rd, 2008
Share

ช่วงปลายฝนต้นหนาว ใบเริ่มไม้ร่วง ผลไม้ที่ออกตอนฤดูร้อนบางชนิด จะรับแดดเต็มที่ สีสวยใส แล้วจะมาสุกเริ่มแก่ เก็บกินได้ตอนช่วงเดือนนี้กันมากมาย มันเป็นผลไม้ที่เป็นผลพวงจากฤดูร้อน ถ้าอากาศฤดูร้อนแย่ รสชาติผลไม้ฤดูใบไม้ร่วงจะไม่หวาน มันออกเปรี้ยว เพราะอ่อนแดด

องุ่น – เป็นผลไม้ที่จะมีออกมาเยอะช่วงใบไม้ร่วง เป็นช่วงเดือนที่องุ่น(น่าจะ)หวาน อร่อยที่สุด รสชาติสายพันธุ์ดีๆ ก็แก่กำลังเหมาะเอาไปบ่มไวน์ ไวน์ที่บ่มจากองุ่นเดือนนี้ เป็นไวน์ที่รสชาติดีมาก (พวกเซียนไวน์เขาเล่ามา)

เรากินไวน์ได้ไม่เกินครึ่งแก้ว ไม่ใช่เมา แต่แพ้ Lกฮ ก่อนเอาองุ่นไปแปรรูปแบบกินได้ไม่หนำใจ เราเลยชอบกินแบบสดๆ เพิ่งได้สูตรทาร์ตองุ่นนี้มาไม่นาน อยากลองทำดู เพราะที่นี่ทำทาร์ตกันหลากหลายผลไม้มาก แต่แปลกแฮะ ไม่มี ทาร์ตองุ่น … งั้นเราต้องลองซะหน่อย

สูตรทาร์ตเนี่ย เราจำแบบลางๆ มาจากสาวคนที่เขาได้รางวัลทำทาร์ตชื่อ Rebecca Beaton ประมาณเธอมาออกรายการโชว์วิธีทำในรายการมาร์ธา สจ๊วตมั้ง จำได้เลาๆ ว่า แย่งกันพูดมากทั้งรายการ ดูกว่าจะจบ – มึน

ใครเคยรู้สึกเหมือนเรามั่งว่า รายการพูดคุยที่อเมริกาบางรายการช่างแย่งกันพูดจนฟังไม่รู้เรื่อง รายการฝั่งบีบีซีเขาไม่แย่งกันพูดน้ำไหลไฟแลบ มีแต่ช่างติดตลก มุขกันไปมุขกันมา คนดำเนินรายการทีวีฝั่งยุโรปดูจะเน้นจังหวะถาม-ตอบที่เหมาะเนิบๆ กับผู้ร่วมรายการ ดูรายการทางอเมริกาทีไรจะรู้สึกว่า คนถามบางคนยังไม่รอฟังคำตอบของผู้ถูกถามให้จบก่อนเลบ ก็รีบยิงคำถามใหม่อีกแล้ว ดูรายการแย่งกันพูดแบบนี้แล้วจะมึนหัวมาก เพราะฟังไม่ทันหรือเราไม่คุ้นสไตล์เขาก็ไม่รู้สิ ตอนดูเขาสาธิตวิธีการทำพายองุ่นนี้ ใช้ความอดทนมากๆ กว่าจะดูจบ โชคดีที่สูตรมันง่าย จดๆ ลงกระดาษไว้ แล้วมาลองทำได้ ไม่มึนไปซะก่อน แต่เขาสร้างสรร สวยดีนะ ชอบๆ (แม้จะแอบมึน)

สูตรทาร์ตของ Rebecca Beaton (รู้สึกเธอจะเรียกชื่อว่า Concord Grape Pie)

แป้งทาร์ต

แป้งเอนกประสงค์ 220 กรัม

เนยสด 150 กรัม

น้ำตาลทรายเนื้อละเอียด 50 กรัม

ไข่แดง 1 ฟอง

Filling (ไส้)

องุ่นสด 800-900 กรัม

น้ำตาล 1/2 ถ้วย (เราใส่ประมาณ 200 กรัม)

< แป้งข้าวโพด 4-5 ช้อนโต๊ะ

ไข่ไก่ 1 ฟอง

 เริ่มต้นเตรียมไส้กันก่อน จัดการลอกองุ่นออกแยกเตรียมก่อน ไม่ได้เอาเปลือกโยนทิ้งนะ เอาองุ่นที่ลอกเปลือกออกแล้ว ไปเคี่ยว องุ่นบางชนิดมีเมล็ด บางชนิดไม่มีเมล็ด ถ้าใช้แบบมีเมล็ด เดี๋ยวมีวิธีแยกเมล็ดออก

เคี่ยวกันเนื้อองุ่นเปื่อย เมล็ดเริ่มแยกตัว ก็มากรองนะ พยายามเอาเยื่อไปให้หมด เอาเมล็ดแยกทิ้งไป แล้วไปแช่ตู้เย็นไว้อย่างน้อย 2 ชม.

ระหว่างนั้นก็มาทำตัวแป้งทาร์ตเรามีลูกสมุนร่วมละเลง เมื่อเนยคืนตัวที่อุณหภูมิห้อง ก็เอาส่วนผสมแป้งทาร์ตทั้งหมดมานวดให้เนื้อเนียนเข้ากัน แล้วเอาไปแช่ช่องฟรีซ 1 ชม.

เกณฑ์เด็กมาเล่นอะไรสักหน่อย มาทำฟอร์มใบไม้แปะหน้าทาร์ตกัน เราไม่มีที่กดฟอร์มรูปใบไม้ เลยใช้แผ่นพลาสติกที่ใช้ตัดทำ template เวลาทำควิลท์ มาวาดรูปใบไม้ แล้วให้สามหางเครื่องช่วยกันตัดคนละใบ

ฟอร์มใบไม้เสร็จแล้ว 3 ใบ เอามาทาผิวหน้าด้วยไข่ไก่ แล้วเอาไปอบไฟ 160 องศาเซลเซียสสักราว 10 นาที ก็ได้ฟอร์มใบไม้เบี้ยวแฮนด์ เมดขนาดไม่เท่ากัน ไซส์ตามมือคนตัดจริงๆ

ได้เวลาประกอบทาร์ต เอาเนื้อองุ่นออกมาจากตู้เย็นแล้วมาผสมน้ำตาลและแป้งข้าวโพด จากนั้นเอาแป้งโดว์ทาร์ตออกมาจากตู้ฟรีซ เทไส้ลงไป ทาขอบทาร์ตด้วยไข่ไก่นิดหน่อย อบแล้วขอบจะเหลืองสวย จากนั้นเอาทาร์ตเข้าอบไฟ 200 องศาเซลเซียส นานราว 20-30 นาที ทาร์ตสูตรนี้นอกจากเจาะรูก้นถาดให้พรุนแล้ว ต้องอบตอนที่โดว์ยังแข็งๆ เช่นนั้นแล

ทาร์ตสุกแล้ว ยกออกไปหลังบ้าน อยากได้พื้นหญ้ามาเป็นฉากรอง ให้อารมณ์ทาร์ตใบไม้ร่วงดี ร่วงมาเป็นองุ่น

ไม่ได้ตัดทาร์ตนี้ เพราะทำไปฝากอาของเด็กๆ อาสาวขอรับสามหางเครื่องไปค้างด้วย ตอนไปส่งเลยอบทาร์ตนี้ไปกำนัล จู่ๆ มีคนขอสามสาวไปเลี้ยงให้สองวัน ได้การเลยรีบทาสีบ้านกันใหญ่ ต้องขอบคุณด้วยของหวานกำนัล ให้ชิมทางรูปภาพกันไม่ได้ อธิบายรสชาติหน่อยว่าหน้าตาทาร์ตนี้ คนดัทช์เห็นแล้วอาจจะนึกว่า ทาร์ตเชอร์รี่ที่มีขายเยอะที่นี่ แต่ทาร์ตองุ่นให้รสชาติที่ออกหวาน ทาร์ตเชอร์รี่จะออกหวานแกมเปรี้ยว รสชาติมันก็จะแปลกไป สรุปว่าอร่อยดี ขอให้ทาร์ตผลไม้ตูมๆ เถอะ เราชอบทั้งนั้น ใช้วัตถุดิบไม่เปลืองด้วย มีแต่รสผลไม้นำ

มห. Sweet Tart O’ Mine เพี้ยนมาจากเพลง Sweet Child O’Mine ของวง Gun N’ Rose ฟังเพลงวงนี้บ่อย สมัยสาวๆ : )

 

Banana Grissini – ขนมขากล้วย

Thursday, September 27th, 2007
Share

 
Banana Grissini Chocolate Fondue … เป็นเมนู “ซนๆ” แค่ต้องการลองเล่นกับวัตถุดิบบ้านๆ ลองจับคู่กล้วยๆให้ใหม่ แกล้งตั้งชื่อให้มันหรูหราไปเล่นๆ แทนชื่อความหมายไทยว่า “ขนมขากล้วย อะ โกโก้” ่อยากลองขยายรสชาติที่มีในตัวกล้วยว่ามันเสริมคู่กับอะไรแล้วดูเข้าท่าเข้าทางเข้าปากแล้วอร่อยล้ำบ้าง เคยไหม? เคยรู้สึกว่าของกินบางอย่างมันเกิดมาให้กินคู่กัน ไม่รู้ใครหนอ แอบจับคู่มันมาช้านาน เราก็ได้แต่นิยมกินตามกันไปจนแพร่หลาย เช่น กล้วยหอมกับเนยแข็ง กล้วยหอมกับโรตี กล้วยไข่กับกระยาสารทหรือข้าวเม่า กล้วยน้ำว้ากับนมข้น …ฯลฯ
 ไปดูสูตรและวิธีทำ

Italian Pizza

Tuesday, May 15th, 2007
Share

ปิซซ่าไม่เคยเป็นอาหารชนิดโปรดฉันมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะปิซซ่าประเภทเฟรนไชส์ที่ขยายสาขาโครมๆ มาจากฝั่งอเมริกา นับเป็นชนิดปิซซ่าที่ฉันสามารถกินลงได้ปีละหนึ่งครั้งเป็นอย่างมาก มันเป็นอาหารชนิดที่สุดจะไม่อร่อย ไร้รสชาติความพอเหมาะพอดีพอๆกับแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อ M ไม่ว่าสาขาที่เมืองไทยจะพยายามปรับแต่งรสหน้าให้มีกลิ่นและรสชาติไทยๆ อย่างแกงเขียวหวาน ต้มยำอะไรก็ตามที มันเทียบชั้นอร่อยไม่เท่าเอาแกงเขียวหวานไปราดขนมจีน หรือข้าวสวยซดกับต้มยำกุ้งร้อนๆ รสชาติแป้งปิซซ่าและการกระหน่ำชีสแบบปิซซ่าอเมริกันนั่นล่ะ เป็นเหตุทำให้ปิซซ่าสูตรอเมริกันไร้เสน่ห์แห่งรสชาติ และคนอิตาเลี่ยนก็ไม่มีใครกล้าหยิบปิซซ่าสไตล์อเมริกันนี้เข้าปากสักคน … เพราะมันทำให้ชีวิตฝันร้ายข้ามปี

ต่อเมื่อฉันได้กินปิซซ่าต้นตำรับแบบอิตาเลี่ยนแท้ๆที่ทอสคาน่า ปิซซ่าหน้าตาเรียบง่าย แค่ทา tomato puree รองพื้น โรยชีสอิตาเลี่ยน 4 ชนิด อบในเตาฟืน กลิ่นหอมหวน นับแต่นั้นมาฉันก็เริ่มกินปิซซ่าได้ปีละมากเกินกว่า 1 ครั้งขึ้นมาได้

เมื่อวันของแม่ที่ผ่านมา ฉันลองทำปิซซ่าสูตรใหม่ ใช้สูตรจากหนังสือ Mijn Little Italy เป็นสูตรแป้งปิซซ่าที่อร่อยมาก สามารถคลึงให้เป็นแป้งบาง 2 แผ่น หรือเป็นแป้งหนา 1 ถาด ทำแสนง่าย ขอแค่มีใจรักในการนวดแป้งสักหน่อย ฉันผู้เคยมีใจรักจริงในการนวดแป้งด้วยมือมาก่อน แต่ครั้งนี้ขอเก็บแรงสักครั้งใช้ KitchenAid นวดแทน : )

ไปดูสูตรและวิธีทำ

 

Fresh Orange Juice Jelly

Tuesday, June 13th, 2006
Share

ช่วงปีไหนที่มีบอลยูโร-บอลโลก แล้วมีทีมสีส้มลงแข่ง เราจะชอบสนุกทำเมนูส้มๆ เอาฤกษ์เอาชัย เอาสนุก เอาอิ่ม บอลแพ้แต่คนไม่แพ้ เพราะถือโอกาสหาเรื่องทำกินไปเรื่อย เราทำ “เจลลี่น้ำส้มสดคั้น” ครั้งแรกตอนบอลโลกปี 2006 ตั้งแต่นั้นมาก็ทำอีกไม่รู้กี่ครั้ง เพราะว่าทำง่ายและเด็กที่บ้านดี๊ด๊าชอบใจทุกทีที่ทำให้กิน เด็กบ้านอื่นหลงมาก็พลอยชอบกินไปด้วย พอเข้าฤดูร้อนทีไรเลยต้องทำเจ้าเจลลี่นี้เป็นสิบๆรอบ 

ปีที่แล้วเราช่างห้าวหาญ ควีนเดย์-วันที่ 30 เมษายนของทุกปีที่นี่เขาให้มีการจัดตลาดนัดเด็ก เด็กๆสามารถขนเสื้อผ้า-ของเล่นเก่าๆ ไปเปิดวางขายตามท้องถนนได้ (ปกติที่แดนกังหันห้ามวางขายสินค้าใดๆ ตามข้างถนนโดยไม่ได้รับอนุญาต) เราเลยผสมโรง (มั่ว) ทำ “เจลลี่ส้ม” นี้ไปวางขายที่ตลาดนัดกับเด็กๆด้วย สมทบทุนหยอดกระปุกได้ราวสิบยูโร (ขายเสี้ยวละ 50 เซ็นต์ โฮะๆ ขายได้หมดเลยนะ ทำไป 20 ชิ้นลองๆ วางขาย)

ตั้งแต่เล็กเราเกลียดเจลลี่มากๆ รู้สึกว่าเป็นขนมที่ช่างไม่มีประโยชน์อะไรกับร่างกายซะเลย เพราะมีแค่น้ำเจลลี่ใส่สีอุดมไปด้วยน้ำตาล หวานแสบคอ แต่เด็กๆชอบกินกันนักหนา กินมากๆก็กลายเป็นโรคอ้วนตุ๊ต๊ะ พอมีลูกเราเลยปรับวัตถุดิบและนานาวิธีการทำขนมหวานให้เด็กๆ เสียใหม่ในแบบที่เราอยากให้ลูกกิน ซื้อเขามันไม่เร้าใจ แถมได้ของคุณภาพไม่ดีต่อร่างกาย ขนมหวาน ลูกกวาด คุกกี้ที่ลูกๆ อยากกิน ถ้าเราทำให้กินได้ เรามักจะทำเองแบบอร่อยมีประโยชน์ ไม่ไว้ใจใครเท่ารสมือตัวเอง

สูตรเจลลี่น้ำสัมคั้น
ส้มสด 4 ผล
เจลาตินสีขาว 4 แผ่น
น้ำตาลทราย หรือ ฟรุกโตส 50 กรัม
   

หมายเหตุ ส้มที่เราใช้ทำประจำเป็นส้มเมืองหนาว เปลือกหนา รสชาติออกหวานอมเปรี้ยว ขนาดลูกเท่าฝ่ามือ หากใช้ส้มชนิดอื่น ขนาดเล็กลงให้ปรับส่วนผสมของเจลาตินลงด้วยตามสัดส่วน (ส้มขนาดเท่าฝ่ามือ/เจลาติน 1 แผ่น)

วิธีการทำ
– ผ่าส้มตามแนวยาวของลูก แล้วคั้นน้ำส้มแยกไว้ เจลาตินตัดครึ่งแผ่นแช่น้ำเย็นไว้ 5 นาทีให้อ่อนตัว เอาน้ำส้มใส่หม้อเคี่ยวไฟกลางๆ กับน้ำตาลหรือฟรุกโตสแค่พอให้น้ำตาลละลายเข้ากัน (อย่าต้มจนน้ำส้มเดือด) เอาเจลาตินที่อ่อนตัวลงไปเคี่ยวกับน้ำส้มราว 1 นาที แล้วปิดไฟ 
– วางน้ำส้มที่เคี่ยวทิ้งไว้ให้เย็น เมื่อหย่อนนิ้วมือแล้วรู้สึกพออุ่นๆ  จึงจับหยอดเปลือกส้ม (เปลือกลอกเยื่อทำความสะอาดแล้ว) ที่วางไว้ในถาด หรือพิมพ์มัฟฟิน แช่เจลลี่ไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 2-3 ชม. ให้แข็งตัว (ปกติเราจะแช่ไว้ข้ามคืน)

ง่ายๆ แค่นี้ก็ได้เจลลี่น้ำส้มสดที่รสชาติอร่อยและมีประโยชน์ไว้ติดตู้เย็นที่บ้านกันแล้ว