The Notebook – สมุดพก

Share
ทุกๆปีเราจะได้รับสมุดพกของเด็กๆ ก่อนโรงเรียนปิดเทอมสองอาทิตย์ (ราวๆช่วงกลางเดือนมิถุนายน) เพื่อมาอ่านเอาความล่วงหน้า ก่อนที่จะต้องไปนั่งคุยรายตัวราว 10 นาทีกับครูประจำชั้นเกี่ยวกับ “สมุดพก” ของเด็กสามคนที่ได้อ่าน

โรงเรียนที่แดนกังหันส่วนใหญ่จะมีการยื่น “สมุดพก” รายงานผลการเรียนและความประพฤติของนักเรียนให้ผู้ปกครองรับทราบปีการศึกษาละ 2 ครั้ง ครั้งแรกเดือนกุมภาพันธ์ – รายงานชีวิตในโรงเรียนของเด็กๆ ช่วงครึ่งปีการศึกษาแรก ครั้งที่สองเป็นผลสรุปภาคจบชั้นปีการศึกษา

ปีการศึกษาของแดนกังหันนั้นเริ่มต้นช่วงเดือนกันยายน ปิดฤดูการศึกษาราวๆต้นเดือนกรกฎาคม (แต่ละปี แต่ละภาคถิ่นฐานยังปิดช่วงเหลื่อมเวลาต่างกันนิดหน่อย เพื่อกันเรื่องจราจรติดขัด) โรงเรียนย่านยุโรปส่วนใหญ่จะปิดภาคเรียนฤดูร้อนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมยาวไปจนถึงเดือนสิงหาคมเป็นเวลา 6 สัปดาห์

ตอนย้ายมาอยู่ที่นี่ปีแรกๆ เราต้องปรับตัวกับเรื่องฤดูกาลปิดๆ เปิดๆของโรงเรียน แถมประเทศเมืองหนาวนี้เขามี 4 ฤดู เลยมีการปิดเรียนสั้นๆ ราว 1-2 สัปดาห์ในช่วงต่อฤดูกาลอีก ด้วยความเคยชินมาจากเมืองไทยที่มีการปิดภาคเรียนแค่ 2 ครั้ง แถมปิดภาคคนละช่วงเดือนกับทางยุโรป พออยู่ฝังรากที่นี่นานไปก็เริ่มสับสน ชินใหม่ ลืมเก่า เราเริ่มหลงลืมช่วงปิดเทอมภาคเมืองไทยอยู่บ่อยๆ เพราะสมองเริ่มปรับตามสถานที่อยู่มานาน วิ่งตามกิจวัตรโรงเรียนของลูกเป็นหลัก

ตอนที่เจ้าตัวโตเข้าโรงเรียนปีแรก เราต้องปรับตัววิ่งตามลูกอยู่หลายเรื่อง ไหนจะเรื่องระบบโรงเรียน แนวการศึกษาที่มีให้เลือกหลายระบบ (ทุกระบบแทบไม่เหมือนที่เมืองไทย) หน้าที่รับผิดชอบของผู้ปกครองที่โรงเรียนแจ้งมาก็มีอีกมากมาย อาทิ การอยู่เวรอาหารกลางวัน การประชุมชั้นก่อนเริ่มปีการศึกษา (เพื่อรับรู้แนวทางการสอนของชั้นปี — โรงเรียนที่ลูกเรียนใช้ระบบการสอนเป็นโปรเจ็คท์ เช่น ภาคหนึ่งเรื่องแอฟริกา / ภาคสองเรื่องภูมิศาสตร์-สิ่งแวดล้อม ครูต้องคิดแผนการสอนในชั้นเรียนตัวเอง โดยให้การเรียนการสอนสอดคล้องอยู่ในคอนเส็ปท์หลักของภาคชั้นรวมทั้งโรงเรียน …อธิบายแล้วงงดีไหม? ) ฯลฯ

เรื่องการปรับตัวเพื่อให้ตัวเองเข้าใจระบบการศึกษาของโรงเรียนที่ส่งลูกไปเรียนนั้น ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้กลับไปเข้าเรียนใหม่พร้อมๆ กับลูกอีกรอบ ต้องพยายามทำความเข้าใจระบบการสอน เพื่อช่วยลูกที่บ้านเสริมได้ด้วย (เวลามีงานมอบหมายต้องเตรียมทำไปจากที่บ้าน ที่นี่โรงเรียนไม่มีการบ้านให้เด็กเล็กทำเท่าไหร่) โดยเฉพาะแม่กระเหรี่ยงต่างแดนผู้เรียนมาคนละภาษา คนละระบบกับลูก บางทีมีเกิดอาการมึนกับภาษาและวัฒนธรรมการสอนของโรงเรียนที่แดนกังหันนี้มากอยู่เหมือนกัน

ครั้งแรกที่เราได้รับ “สมุดพก” รายงานผลการเรียนจากโรงเรียน สารภาพว่าทำเอาอึ้งเล็กๆ เพราะมันไม่ใช่สมุดพกรายงานเกรด 1-4 หรือคะแนนสัดส่วนเปอร์เซนต์ที่พ่อแม่จะเอาไปคุยโอ่บอกกับใครๆ ได้ว่า ลูกชั้นได้ 4 หมด ลูกชั้นได้เกรด 99.9% สมุดพกรายงานผลการศึกษาของโรงเรียนลูกเรานั้นมาในภาค “อัตนัย” มิใช่แบบกรอกเกรด 1 2 3 4 ครูไม่ได้แค่เติมหมายเลขความสามารถตามวิชาเรียนของนักเรียน แล้วเขียนตบท้ายเป็นพิธีอีกสักนิดว่า การเรียนดี ความประพฤติเรียบร้อย สุขภาพแข็งแรง เหมือนสมุดพกของตัวเราตอนเรียนระดับประถมจากโรงเรียน (วัดแห่งหนึ่ง)

“สมุดพก” โรงเรียนระบบเยนาพลาน (Jenaplan – ระบบเด็กเรียนรวมคละอายุ ชั้นเด็กเล็ก คือ 4-5-6 ขวบ /ชั้นเด็กกลาง 7-8-9 ขวบ / ชั้นเด็กโต 10-11-12 ปี) จะเป็นรายงาน “สมุดพก” เย็บเล่มหนาร่ายใจความรายงานมาอย่างละเอียด ครูประจำชั้นโรงเรียนระบบนี้ต้องเขียนรายงานพัฒนาการของเด็กๆ ละเอียดเฉพาะคน ร่ายยาวเป็นหัวข้อๆ ตั้งแต่ความสนใจในการเรียน ความประพฤติในห้องเรียน การเข้าร่วมกิจกรรม การให้ความสำคัญและการเข้ากับเพื่อนๆในชั้นเรียน ความช่วยเหลือและหน้าที่ในห้องที่ได้รับมอบหมาย พัฒนาการเรียนรู้อื่นๆ ที่ครูประจำชั้นสังเกตเห็นในตัวเด็กแต่ละคนในช่วงครึ่งปี ในสมุดพกไม่ได้ให้ระดับพัฒนาการเป็นเกรดตัวเลข หากใช้ระดับภาษา 4 ชั้นว่า กำลังพัฒนา – ใช้ได้ – ดี – ดีมาก

ครั้งแรกที่เราส่งสมุดพกให้ปู่-ย่าเด็กๆอ่าน ย่าแกยังทำหน้างงๆ บอกว่า “สมุดพกโรงเรียนสมัยนี้มันหนาและเขียนละเอียดขนาดนี้เลยเชียวหรือ”

เราเลยว่า “อ้าว แล้วสมัยหนุ่มที่บ้านเล็กๆ ย่าไม่ได้ต้องอ่านสมุดพกหนาๆ บรรยายมาเป็นพรืดๆ แบบนี้หรอกละหรือ”

เรานึกว่าสมุดพกโรงเรียนที่แดนกังหัน ครูประจำชั้นต้องขยันรายงานยิบๆ แบบนี้เหมือนกันทุกโรงเรียนมาตลอด ย่าบอกว่า “ไม่มี มีแต่เป็นเกรดๆ เขียนๆอีกนิดหน่อย”

เราได้คุยถามเพื่อนๆที่เป็นแม่ๆในเมืองเดียวกันที่เขาไม่ได้ส่งลูกไปโรงเรียนเดียวกันกับเรา เพื่อน(ที่เป็นแม่เด็ก) ก็บอกว่าสมุดพกโรงเรียนเขา ครูไม่ต้องเขียนมากอย่างนี้ แค่รายงานเกรดวิชาให้ผู้ปกครองทราบและเขียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเด็กอีกนิดหน่อย

จริงแล้วเราชอบ “สมุดพก” ของโรงเรียนลูกเรามาก แม้ว่าเวลาที่ได้รับสมุดพกทีละ 3 เล่มพร้อมๆกัน เราต้องใช้เวลานานราวครึ่งชั่วโมงในการอ่านจนจบ และต้องตั้งใจอ่านอย่างมากด้วย เพราะลูกแต่ละคนมีพัฒนาการในชั้นเรียนต่างกัน

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดในสมุดพกลูก คือ หน้าที่เด็กให้เกรดความสนใจของตัวเอง หน้านั้นจะเป็นช่องการ์ตูนแบ่งเป็นภาคการเรียนรู้ต่างๆ ชั้นเด็กเล็กก็เป็นช่องมุมพัฒนาการต่างๆ ว่า ชอบเล่นมุมไหนของชั้นเรียน อาทิ มุมเลโก้ – มุมตัดกระดาษ – มุมตุ๊กตา – มุมวาดรูป – มุมปั้นดินน้ำมัน -มุมตัวอักษร -มุมล้อมวงเล่าเรื่อง – การเลี้ยงฉลองวันเกิด – การกินอาหารกลางวัน เด็กทุกคนจะต้องรายงานความสนใจของตัวเองลงในสมุดพกว่า ชอบ/ไม่ชอบ มุมไหนบ้าง

เราสังเกตได้ว่า ลูกเราทุกคนในช่วงชั้นเด็กเล็กจะค่อนข้างขี้อาย ถ้ามุมไหนยังเล่นยังใช้งานไม่ค่อยเป็นเขาจะเขียนบอกตรงๆว่า — ไม่ชอบ และมุมไหนที่เด็กบอกว่า–ไม่ชอบ ครูจะมาถามเหตุผล “ไม่ชอบ” แล้วเขียนลงในสมุดพกเพิ่มเติมว่าทำไมถึงไม่ชอบ?

เหตุผลความไม่ชอบของเด็กๆ นั้น อ่านแล้วบางทีขำกลิ้ง ไอ้ตัวเล็กเราครึ่งปีแรกบอกว่า ไม่ชอบเล่นมุมกระบะทราย เพราะบางทีมีอึแมว : ) ไม่ชอบมุมวาดรูป เพราะมันต้องยืนวาด – ยืนนานๆ แล้วมันเมื่อย (ก็จริงของมัน 55) หรือมุมล้อมวงเล่าเรื่อง เหตุผลที่ไอ้ตัวเล็กไม่ชอบ เพราะบางทีต้องนั่งนานมากๆ พอถึงคิวตัวเองเล่ามั่ง ได้เล่าสั้นกระจิ๊ดเดียว หรือบางวันไม่ถึงคิว เวลาหมดซะก่อน : )

สมุดพกของชั้นเด็กเล็กนั้นอ่านสนุก เป็นบันทึกที่ทำให้คนเป็นแม่อย่างเราได้มองเห็นภาพตามอย่างคร่าวๆ กับเรื่องราวที่ครูบรรยายไว้มีส่วนทำให้เราเริ่มสังเกตการพัฒนาแยกส่วนของลูกตัวเองได้ชัดเจนขึ้น

สมุดพกของไอ้ตัวโตกับไอ้ตัวกลางปีนี้ อ่านแล้วชื่นใจ ไม่ใช่เพราะลูกเราเรียนดีเลอเลิศประจำชั้นอะไร หากใน “สมุดพก” ครูเขียนเล่าไว้ว่า ตัวโตกับตัวกลาง เป็นเด็กมีน้ำใจชอบช่วยเหลือ เอาจริงเอาจัง งานการอะไรที่ครูมอบหมายให้ทำในชั่วโมงเรียน เธอมุ่งมั่นทำจนเสร็จเสมอ ตัวกลางจะได้สติ๊กเกอร์อูฐมาอวดแม่บ่อยๆ (– เธอเรียนห้องอูฐ อันว่าเด็กห้องอูฐคนไหนประพฤติตัวดี ไม่โวยวาย ทำงานเสร็จในเวลา จะได้เป็นอูฐดีเด่น มีสติ๊กเกอร์หรือกระดาษประกาศว่าเป็นอูฐประจำวันให้เป็นรางวัล) 

เราอ่าน “สมุดพก” แล้วยิ้มปลื้มไม่หุบ เพราะครูห้องตัวกลางย้ำอยู่หลายตอนใน “สมุดพก” ว่า “ซัมเป็นเด็กที่ทำให้ครูโล่งใจ เพราะไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งกับเพื่อนคนไหนในห้อง ไม่เคยก้าวร้าว นั่งยิ้มแหะๆ ไม่เคยแย่งใครพูดในช่วงล้อมวงเล่า ที่สำคัญเธอรับฟังคนอื่นอย่างตั้งใจ”

สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับเด็กสไตล์ยุโรป ต้องอธิบายเพิ่มสักนิดว่าเด็กที่นี่ถูกเลี้ยงมาแบบค่อนข้างมีเสรีภาพ (มีปากมีเสียงเสมอผู้ใหญ่) มองในแง่ดี เด็กพวกนี้ช่างคิด กล้าแสดงออก คิดอะไรกว้างไกล นำความกล้าไปใช้อย่างสร้างสรรค์ได้มากมาย แต่ในแง่ด้านมืดของเด็กแก่เสรีภาพเหล่านี้ คือ จะกล้าแสดงความคิดเห็นของตัวเองแบบตรงไปตรงมามากๆ — มากแบบขวางครู ขวางพ่อแม่ ขวางเพื่อนฝูง ขวางชาวบ้าน บ่อยครั้งจึงกล้าเถียงครูฉอดๆ เราเคยตกอยู่ในเหตุการณ์เด็กกำลังเถียงครูด้วยท่าทีที่ก้าวร้าวมากๆ แอบคิดในใจว่าคนเป็นครูที่แดนกังหันนี่ต้องมีน้ำอดน้ำทนจริงๆ — ตัวเราคงเป็นครูโรงเรียนแบบนี้ สอนเด็กปากกล้าพวกนี้ไม่ได้ เดี๋ยวได้มีการยกเด็กขว้างพุ่งออกนอกหน้าต่างรายวัน : )

เวลาอ่านสมุดพกที่ครูย้ำแล้วย้ำอีกว่าไอ้ตัวกลางไม่เคยสร้างปัญหาใดๆ ไม่เคยเถียงครูให้หนักใจ เรามองเห็นภาพเข้าใจหัวอกคนที่เป็นครู ณ แดนกังหันเหล่านี้ได้เลยว่าถ้าสัดส่วนเด็กในห้องมีเด็กจำพวกสอนง่าย ไม่ปากกล้า ไม่สร้างปัญหาระรานเพื่อนร่วมชั้นเรียนอยู่บ้าง ครูคงจะเหนื่อยใจน้อยลงหน่อย ได้เก็บเรี่ยวแรงไปรบกับเด็กที่ “ขวางทางครู” ได้มากขึ้น

แม้ว่าอยู่บ้าน ตัวโต ตัวกลาง ตัวเล็กยังสวมบทเด็กดื้อและมีเถียงใส่พ่อแม่ฉอดๆ เป็นพักๆ แต่เมื่อก้าวขาไปอยู่นอกบ้าน “สมุดพก” คือบันทึกที่เป็นดั่งพยานยืนยันพฤติกรรมอื่นๆ ที่พ่อแม่ไม่ได้มองเห็นและรับรู้ความเป็นไปทุกฝีก้าว “สมุดพก” เล่มหนึ่งอาจไม่ได้เป็นกระดาษชี้แจงว่าลูกเรามีความสามารถทางปัญญาในการเรียนรู้มากแค่ไหน หรือแค่ประกาศเกรดรับประกันความเฉลียวฉลาดเท่านั้น

เราอ่านสมุดพกลูกๆ มา 3-4 ปี สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกพอใจในพัฒนาการของเด็ก คือ ลูกทั้งสามคนค่อยๆ เรียนรู้ “ความเป็นมนุษย์” ทำความเข้าใจความเป็นสัตว์สังคมมากขึ้นจากการไปโรงเรียน รู้จักเคารพกฎ กติกา มารยาทในการอยู่ร่วมกันในสังคมกับคนอื่น

ระหว่างความเป็นคนเก่งกับคนดี สำหรับคนเป็นแม่ที่หวังน้อยแต่ยิ่งใหญ่อย่างเรา หากเลือกหวังได้แค่สิ่งเดียว เราคงเลือกให้ลูกเป็น “คนดี” มากกว่า “คนเก่ง” ไม่เก่งมากไม่ฉลาดมาก – ก็ไม่เป็นไร แค่เรียนจบระดับพอมีปัญญาเอาตัวรอดให้ได้-ก็พอ ตัวแม่เองก็ไม่ใช่คนเก่ง จะโมเมเหมานับเป็นคนดีได้ด้วยหรือเปล่า – ก็ไม่แน่ใจ พอจำลางๆ ได้แค่ครูบ่นฝากแถมท้ายในสมุดพกมาเสมอๆ ว่า เป็นเด็กบ้าๆบอๆ อารมณ์ผันผวน คิดย้อนกลับไปถึงบันทึกที่เขียนอยู่ใน “สมุดพก” ของตัวเองแล้ว รู้สึกสงสารพ่อแม่เราอยู่เหมือนกัน : (

Tags:

2 Responses to “The Notebook – สมุดพก”

  1. kik says:

    นั่งอ่านแล้วเห็นอะไรชัดขึ้นเยอะเลย

    สมุดพกแบบไทย รายงานแค่เกรด ฮึ ใช่เลย พ่อแม่จะไม่รู้ว่าลูกทำอะไรบ้างที่โรงเรียน เว้นเฉพาะตอนโดนเรียกจากฝ่ายปกครอง

    พ่อแม่พอแค่กับเกรดของลูก ทำอย่างไรไม่รู้ ลูกควรได้เกรดดีๆ

    ชอบมุมต่างๆของเจ้าอันด้วย เหตุผลของเด็กที่เรานึกไม่ถึง เรื่องบางเรื่องที่เราว่าเล็ก แต่สำหรับเด็กแล้ว เรื่องนั้นมันใหญ่สำหรับเค้า ได้ฟังความคิดเด็กๆบ้าง แบบนี้ดีจัง

  2. แก้ว says:

    พี่แก้วนี่ซูเปอร์คุณแม่มากๆค่ะ ลูกสามคนไล่ๆกัน อ่านสมุดพกแบบนี้มึนน่าดูเลยเนอะ (แต่ก็สุขใจใช่ป่าว)

    แต่ละชั้นนี่ครูกี่คนต่อเด็กกี่คนคะเนี่ย
    ครูที่นี่ต้องช่างสังเกต มีไหวพริบ รู้จักประยุกต์ integrateข้อมูลมากๆเลยนะคะเนี่ยหลักสูตรแบบนี้
    แต่ชอบจังเลย(จริงๆครูควรจะเป็นคนแบบนี้ทุกที่แหละเนอะ)
    ถ้าจับความกล้าเสนอความคิดมาบวกกับความอ่อนน้อมแบบไทยๆนี่คงดีไม่น้อย

    ตอนแก้วเรียนอนุบาล วันๆไม่ได้เรียนอะไรเล่นๆวาดๆไม่เคยมีสอบ เด็กโรงเรียนนี้ทำข้อสอบไม่เป็นด้วยค่ะ
    แก้วเพิ่งรู้จักข้อสอบตอนเข้าป.1
    แต่ครูมีเรื่องเขียนให้พ่อแม่อ่านยาวมาก ประเมินนิสัยเด็กได้ค่อนข้างละเอียดเลย
    แล้วก็เด็กที่จบอนุบาลไปอ่านออกเขียนได้บวกลบเลขหลายหลักได้หมด(ทั้งๆเหมือนไม่ได้สอนไม่รู้ครูทำยังไง)

    ระบบเกรดในเด็กๆ นี่เหนื่อยใจแท้ๆ
    ยังดีพ่อแม่แก้วเฉยๆ แค่ไม่ทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อน รู้จักแบ่งปัน ได้ทำงานที่ชอบ ก็พอใจแล้ว

Leave a Reply