เรื่องบ่นๆ ของคนรักการ์ดปีใหม่

Share

คนดัทช์ (ส่วนใหญ่) ส่งการ์ดคริสต์มาสปีใหม่เหมือนรันออกมาจากคอมพิวเตอร์ คนที่ได้รับการ์ดอยู่ในลิสต์ที่ต้องส่ง วาดภาพเล่นๆว่าพอเริ่มต้นเดือนธันวาคม คนเขาคงจะหยิบกล่องการ์ดมาวาง เริ่มต้นจ่าหน้าซอง ลงชื่อคนในบ้านบนการ์ดทุกใบ แล้วส่งออกไปทันที ไม่เขียนอะไรต่อเลย ปีแรกๆ ที่ได้รับการ์ดลงชื่อห้วนๆ แบบนี้ เราคิดข้อดีได้ 2 ข้อว่า…

หนึ่ง เป็นการ์ดที่ play safe กับคนส่ง ไม่มีวันพลาดส่งผิดซองผิดคน เพราะการ์ดทุกใบไม่มีข้อความอื่นใดเป็นพิเศษเจาะจง

สอง คนส่งสามารถจัดส่งการ์ดได้ไว รู้สึกภารกิจปลายปีเสร็จสิ้น ส่งการ์ดได้ทันเวลา

แต่ในข้อดีทั้งสองข้อนั้นไม่ได้นำมาซึ่งความตื่นเต้น ประทับใจอะไรต่อผู้เปิดการ์ดและรักการอ่านอย่างเราเลยสักนิด กลับกันเรามักจะพลิกดูรูปสวยๆ บนการ์ดอย่างงุนงง แล้วก็พับการ์ดเก็บลงซองแทบจะไม่ได้เปิดออกมาดูอีกเลย บางทีจำไม่ได้ด้วยว่า ใครส่งการ์ดแบบนี้มาบ้าง (มันเยอะ)การ์ดคริสต์มาสที่บ้านเราได้รับใบแรกเกือบทุกปีมาจากลุงข้างบ้าน ช่วงปีหลังๆ พอเราเห็นลายมือบนซองก็ไม่ค่อยตื่นเต้นนึกอยากเปิดการ์ดของลุงเขานักสักเท่าไหร่ เพราะรู้ล่วงหน้าว่าบนการ์ดจะมีแค่ลายเซ็นชื่อลุง ชื่อลูกสาว ชื่อหมาเหมือนกันทุกๆ ปี … ได้รับแบบนี้มา 8 ปีแล้ว

บางปีเราคิดเล่นๆ แอบเอาการ์ดปีใหม่ไปหย่อนคืนให้ลุงเขา เขียนบอกว่าปีหน้าเอามารีไซเคิลส่งให้เราใหม่ก็ได้ ไม่ต้องซื้อการ์ดใหม่หรอก – ประหยัดต้นไม้ ที่เมืองไทยการ์ดปีใหม่ลักษณะเซ็นแต่ชื่อนี้ก็เจอกันอยู่ ส่วนใหญ่เป็นการ์ดองค์กรส่งให้แก่องค์กรแบบไม่ระบุมาก อวยพรรวมๆ ลงชื่อกันรวมหมู่พนักงาน ดูเป็นการ์ดทางการจืดชืด เอามาแขวนห้อยประดับฝาผนังให้มันรกได้บรรยากาศสักพัก แล้วก็กวาดลงถังขยะไป (ขออภัยที) หรือไม่เช่นนั้นก็เอามาตัดปะทำการ์ดใบใหม่ได้ ไม่เสียดมเสียดายถ้อยความอันใดบนการ์ด เพราะมันไม่มี!

ซองการ์ดปีใหม่ปีก่อนของเรา สแตมป์พราว

เราเองทุกปีเกือบล่วงเข้าวันคริสต์มาสก็แล้ว ไม่เคยส่งการ์ดตามลิสต์ได้ทันเวลา เพราะว่าทยอยเขียนได้อย่างมาก 5 ใบต่อคืน มัวแต่คิดๆเขียนๆ เวลาจะหยิบใส่ซองก็ต้องตรวจชื่อการ์ด-ชื่อซองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าใส่ไม่ผิดซองคนรับ เดี๋ยวความลับความอวยพรรั่วไหลไปผิดคน – จะโดนโห่ที่ตั้งใจเขียนการ์ดปีใหม่เป็นเรื่องเป็นราว เพราะปีหนึ่งๆ เราส่งจดหมายน้อยลงมาก ถึงวาระส่งการ์ดปีใหม่ปีละครั้งเลยถือโอกาสรวบยอดความรักและความคิดถึงร่ายสู่ผู้รับปลายทาง ที่ล้วนเป็นญาติที่เคารพ พี่น้องที่ผูกพัน มิตรสหายที่รักและระลึกถึงยิ่งนัก คิดเข้าข้างตัวเองว่าเราเป็นคนช่างเขียน เพ้อได้ใจ ใครได้รับการ์ดปีใหม่เขียนล้นๆ ของเรา เปิดอ่านแล้วคงมีความสุขกว่าเปิดมาแล้วมีประโยคสั้นๆกุดๆ บนการ์ดใบกว้างๆ

เราไม่ได้ร่อนการ์ดส่งๆ ไปตามลิสต์เป็นประจำทุกปี หากตั้งใจมุ่งมั่นฝากถ้อยคำอวยพรจากใจ ก่อนเขียนการ์ดแต่ละใบต้องใช้เวลาคิดว่า เออ ปีที่ผ่านมาผู้รับได้ทำอะไร อยากทำอะไร เคยเล่าความหวังความฝันความปรารถนา ความเป็นมาชีวิตปีหนึ่งอะไรค้างไว้ เรามีความสุขที่ได้นั่งรื้อความทรงจำที่มีต่อคนที่เราจะเขียนการ์ดถึงในทุกๆปี เพื่อนบางคนเพิ่งคลอดลูก เพื่อนบางคนอยากท่องเที่ยว เพื่อนบางคนเปลี่ยนงาน เรื่องที่จะอวยพรในการ์ดแต่ละใบจึงแตกต่างกันไป

เคยคุยเล่นๆ กับคนที่ไม่ชอบเขียนอะไรบนการ์ดปีใหม่ เพราะเขาไม่รู้จะเขียนอะไร อ้างว่าเขียนไม่เก่งนี่นา เรายังแนะว่าลองนึกถึงหน้าคนที่จะรับการ์ดเราสิ แรงคิดถึงจะบันดาลตัวอักษรให้พรั่งพรูออกมาเอง เราไม่เคยสมองตันกับการเขียนจดหมายและเขียนการ์ดถึงคนที่เราคิดถึงและตั้งใจเขียนถึงเลยสักครั้ง ตัวอย่างการ์ดปีใหม่จากเพื่อนสนิทของเราคนหนึ่ง เขียนเต็ม 3 ด้านของการ์ด ถ้าคนดัทช์จะอ้างว่าไม่มีเวลาเขียนมากขนาดนั้น (ลงชื่อก็พอแล้วไง) เราว่าไม่ต้องรักษาสถิติการส่งแบบส่งๆ ให้มันเสร็จสิ้นไปทีจะดีกว่า เพราะนานวันไปประเพณีการส่งการ์ดอวยพรมันจะไร้ค่า ไร้บรรยากาศมากขึ้นทุกปี คนรับไม่รู้สึกตื่นเต้นแม้จะได้การ์ดเยอะแยะ แต่มีแค่ลายเซ็น

โถ … อุตส่าห์ไปซื้อหาการ์ดมาส่ง จ่ายค่าสแตมป์อีก 34 เซ็นต์ (ช่วงเทศกาลเขาลดราคาจากธรรมดา 44 เซ็นต์) แค่เซ็นชื่อแก๊กเดียวมาเท่านั้น บางใบอวยพรปีใหม่ปี พ.ศ. ไหนยังไม่ยอมเขียนอีกด้วยแน่ะ แล้วจะส่งทำไมหนอ? มันไม่มีความหมายลึกซึ้ง เปลืองเงินเปล่าๆ เราเป็นคนชอบอ่าน อารมณ์ได้รับการ์ดได้รับจดหมายสักใบ (ในยุคสมัยที่อีเมล์ครองโลก) ลายมือและข้อความในกระดาษนี่ให้ความสุขแก่ผู้อ่านอย่างยิ่ง (พลีสสสส)

ตอนเรียนมัธยมปลายเราเริ่มทำการ์ดปีใหม่ตั้งแต่ปิดเทอมเดือนตุลาคม ยุคสมัยนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ต เด็กยุคเรามีเวลาหมกมุ่นมากมายกับกิจกรรมสร้างสรรค์ส่วนตัว เพื่อนแต่ละคนซุ่มคิดกันสุดฤทธิ์ว่าจะทำอะไรมาให้กันตอนปีใหม่ พอถึงช่วงปีใหม่ที่รอคอยและตื่นเต้น เพื่อนแต่ละคนงัดเอาของมาให้กันแบบไม่ยอมน้อยหน้า เคยกันไหม? … เอาเส้นมักกะโรนียาวๆ มานั่งวาดลวดลายแล้วบรรจงเขียนคำอวยพรลงบนเส้นมักกะโรนีเล็กๆนั้น เพื่อนบางคนเอาทรายไปย้อมหลายสีมาบรรจุลงขวดแก้วปิดด้วยจุกค๊อกเล็กๆ ร้อยด้ายพันเอามาให้เพื่อนห้อยคอเล่น – สวยเก๋ ของประดิษฐ์และการ์ดปีใหม่เพื่อนหลายคนตั้งแต่สมัยมัธยมบางชิ้น เรายังเก็บใส่กล่องไว้ เป็นสารพันซากสิ่งของแห่งความทรงจำที่มีค่าอมตะ ไม่สามารถโยนทิ้งไปได้ ได้เผลอเพลินเปิดหยิบดูทีไร ได้นั่งยิ้มเห็นอดีตหน้าคนให้ได้ทุกที

เมื่อสองปีที่แล้วกลับบ้าน ตั้งใจไปขนกล่องจดหมายเก่ากลับมาด้วย พอดีเพื่อนสมัยมัธยมแวะมาหาเลยได้นั่งรื้อกล่องจดหมายที่เพื่อนเคยเขียนให้อ่านกันซะเพลิน มีเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่งชื่ออ้อย จะส่งการ์ดปีใหม่ให้ทุกปีจนกระทั่งบัดนี้ เพื่อนอ้อยจะเลือกการ์ดที่มีเอกลักษณ์ให้ตามบุคลิกเพื่อนแต่ละคน อ้อยหยิบการ์ดที่ตัวเองเคยเขียนส่งให้เราปีใหม่ เมื่อปี 2533 มาอ่านแล้วยิ้มๆ บอกว่า “เฮ้ย เราเคยอวยพรตัวเองแบบนี้เหรอ … “พอเราเห็นภาพนี้ปุ๊บ! เรานึกถึงแก้วทันที” การ์ดปีใหม่ใบนั้นเป็นรูปรองเท้าผ้าใบเก่าๆ มอๆ เอามาอ่านกันใหม่นั่งหัวเราะอีกรอบ เราบอกเพื่อนอ้อยว่า”เห็นรองเท้าบนการ์ดแล้วนึกถึงฉันเนี่ย ดูจะมีความหมายโดยนัยลึกซึ้งจริงๆ”

ส่วนตัวคิดว่าการ์ดมันเหมือนจดหมาย เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ณ ช่วงปีนั้นๆ ยิ่งเก็บไว้นาน ยิ่งแอนทีค ทั้งลายมือคนเขียนมา ยิ่งแก่ลายมือยิ่งไก่เขี่ยกัน ทุกๆปีแม้ยุ่งสาหัสยังไง เราจึงพยายามเจียดเวลามานั่งทำการ์ดปีใหม่ ปีนี้ผลิตการ์ด 35 ใบ ตอนเขียนให้เพื่อนอ้อยแอบทะแยงเขียนตรงมุมการ์ดว่า “อย่าว่าโง้นงี้เลย ฉันแก่จนบัดนี้แล้ว ฉันยังมานั่งปั่นแปะการ์ดทำมือส่งให้แกอยู่เลยว่ะ” เพื่อนมันได้รับคงขำๆ ลายมือเบี้ยวๆ การ์ดแปะๆ แบบเด็กๆ แก่แล้วยังภูมิใจผลิตอยู่ได้ (แท้จริงแล้วประหยัดเงินดี)

สังเกตการเขียนการ์ดของชาวดัทช์มาร่วม 10 ปี เคยเก็บการ์ดแบบเซ็นชื่อนี้ไว้ในกล่อง 5 ปีผ่านไป เอาการ์ดของคนส่งเดิมๆ ที่ลงแต่ชื่อ มาวางเรียงกัน ไม่สามารถบอกได้ว่าการ์ดใบไหนเขาส่งมาปีไหน เพราะขนาดปี พ.ศ. ใหม่ เขายังไม่ลงไว้เล้ย พี่ไทยนี่ว่าขี้เกียจเขียนสุดๆ นึกไม่ออกยังไงยังเขียนอวยพรกันซื่อๆว่า “ส่งความสุข ปี 2552 ขอให้มีความสุขตลอดปี” เก็บการ์ดไว้ในกล่องเปิดมาอีก 5 ปีย้อนหลัง ยังไล่ความทรงจำของการ์ดได้ว่าใบนั้นใบนี้ส่งมาเมื่อปีนั้นปีนี้ พวกพี่ดัทช์มาเจอการ์ดปีใหม่ของเรากับเพื่อนคงอึ้ง แหม…เขียนอะไรกันนักหนา การ์ดพับมีที่ว่าง 3 หน้า เพื่อนเราจะเขียนเต็มตั้งแต่หน้าใน หน้ากลางยันหน้าหลัง บางปีที่จะหมด เอ้า…จบไม่ลงต้องหาพื้นที่น้อยๆ ตะแคงเขียนกันอีก จำได้ว่าตอนปีแรกที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ ซื้อการ์ดปีใหม่ขนาด A4 เขียนส่งให้เพื่อน แล้วต้องก็อปปี้เก็บไว้ด้วยว่าเขียนอะไรไปมั่ง อันนี้เป็นนิสัย (หรือโรคจิต) ที่จะทำสำเนาจดหมาย ที่เขียนถึงเพื่อนๆ จะได้เอาเป็นข้อมูลความจำว่าเล่าอะไรไปแล้วมั่ง ฉบับหน้าจะได้ไม่ฉายหนังวน : )

ทุกๆ ปีการ์ดปีใหม่แต่ละใบมีเรื่องให้นึกถึงเมื่อหยิบมาดูอีกครั้ง ปีก่อนได้การ์ดพร้อมตุ๊กตาผ้าหอมข้างในใส่การบูนและดอกไม้แห้งเอาไว้แขวนในตู้เสื้อผ้า เปิดซองออกมาแล้วกลิ่มหอมฟุ้ง ได้นั่งยิ้มนึกถึงหน้าเพื่อนรุ่นพี่ที่ลงทุนนั่งเย็บว่าตอนเย็บสงสัยคงห่มสไบนั่งพับเพียบยิ้มแป้นไปด้วยหรือเปล่า แปลกใจยิ่งนักเพราะรู้จักพี่เขามาตั้งนาน ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพี่แกเย็บผ้าเป็น เพราะท่าทางและตัวหนังสือไม่ได้บ่งบอกอารมณ์ว่าชอบเย็บผ้า (พี่คนนั้นชื่อ วดีลดา เพียงศิริ – เด็กรุ่นนี้จะรู้จักนักเขียนคนนี้ไหม?)

ปีก่อนหน้านี้ได้การ์ดจากเมืองไทยใบแรก เปิดซองอ่านแล้วยิ้มปลื้มเพราะส่งมาจากพี่นักเขียนคนโปรดชื่อ สิริมา อภิจาริน เคยอ่านแต่ตัวหนังสือพี่เขา ไม่เคยเห็นลายมือเขียนไทยพี่สิริมามาก่อน ได้มีโอกาสมาสนิทกันเพราะช่วยส่งรูปประกอบหน้าปกหนังสือที่เรามีไปทำเว็บให้พี่เขา

การ์ดปีใหม่ที่มาแปลกที่สุดเมื่อปีก่อน คือการ์ดที่ถูกแจ้งถามทางโทรศัพท์จากไปรษณีย์ว่าการ์ดใบหนึ่งน่าจะตั้งใจส่งมาถึงบ้านเรา เพราะมีแต่เบอร์โทรศัพท์ปะหน้าซอง แต่ไม่ลงเลขที่บ้าน ไปรษณีย์เลยต้องโทรมาถามเลขบ้านก่อนไม่งั้นมาส่งไม่ถูก การ์ดปีใหม่ลึบลับใบนั้นส่งมาจากพ่อกับแม่เรานั่นเอง : )

ส่วนตัวคิดว่าประเพณีส่งการ์ดแรลลี่ไม่น่าจะใช่ความสุขมุ่งหวังประการใหญ่ในเทศกาลนี้ เพื่อนเราหลายคนผู้มีนิสัยตั้งใจเขียนตั้งใจส่ง บ่อยไปที่การ์ดและของปีใหม่ของเพื่อนๆ ส่งมาถึงเราปลายเดือนมกราคม บางคนส่งอ้างแก้ตัวว่าขอรวบอวยพรวาเลนไทน์ เพื่อนที่ช้ามากๆ เคยส่งการ์ดอวยพรปีใหม่มาตรงกลางปี – ก็มี หรือคนรุ่นเราออกแนวสุขุมนุ่มลึกละเลียดเขียนการ์ดมาก ช้าๆ เราจะได้การ์ดใบงาม ที่ร่ายความในใจจบครบถ้วน ให้ส่งมาห้วนๆ ด้วนๆ แค่ลงชื่อแค่นั้น คงดูไม่เร้าใจทั้งผู้รับและผู้ส่ง

เรื่องบ่นๆ ของคนรักการ์ดปีใหม่อาจเป็นเรื่องของอารมณ์คนเริ่มแก่ คนเราเมื่อแก่ตัวลง อะไรเล่าจะมีความหมายมากไปกว่าความหลังที่น่าหวนคิดถึง จดหมายที่บันทึกความสุขในความทรงจำดีๆ อาจเป็นสสารตัวแทนความสุขแห่งหนหลังที่เรายังจับต้องได้ ความสวยงามแห่งชีวิตยังคงแช่นิ่งอยู่ ณ วันเวลาตรงนั้น … เสมอไป

อย่าให้เสน่ห์แห่งลายมือไก่หรือลายตีนหงส์เขี่ย-สูญพันธุ์ … Let’s Write!!

One of these days,
I’m gonna sit down and write a long letter
To all the good friends I’ve known
And I’m gonna try
And thank them all for the good times together.
Though so apart we’ve grown.

One of these days,
And it won’t be long, it won’t be long.

ONE OF THESE DAYS
by Neil Young

5 Responses to “เรื่องบ่นๆ ของคนรักการ์ดปีใหม่”

  1. marcie says:

    หวัดดีคุณแก้วค่ะ
    หลังจากอ่านเรื่องอินเดียเล่มสองของคุณวดีลดาจบ (แทบจะทันทีหลังจากที่ซื้อมา) ก็เลยมา search หาหนังสือเล่มอื่นๆ แล้วก็มาเจอเว็บคุณแก้วนี่แหละค่ะ คราวที่แล้วเข้ามาอ่าน ทำมั้ยทำไมไม่ยักกะเห็นชื่อคุณวดีลดาเลยนะ

    มีเรื่องน่าอายมากก็คือ อ่านหนังสือของเธอมาตั้งแต่ตัวเองยังเป็นเด็กๆ เกินยี่สิบปีแล้วล่ะมั้ง เพิ่งค้นพบวันนี้แหละค่ะว่า เรียกชื่อเธอผิดมาตลอด มีความเชื่อมั่นว่านามปากกาของเธอคือ “วลีลดา” น่ะค่ะ เฮ้อ
    “เด็กรุ่นนี้” รู้จักคุณวดีลดานะคะ (รุ่นไหนก็ไม่รู้ล่ะ รีบใส่ตัวเองเข้าไปใน “รุ่นนี้” ซะก่อน”

  2. kaewlery says:

    พี่เขาชื่อจริง ลดาวดี ค่ะ
    วดีลดา เป็นนามปากกา
    เข้าใจถูกต้องแล้ว
    ไม่ต้องอายนะ : )

    อ้อ…มาอ่านอีกรอบ
    วลี ไม่ใช่ วดี หรอกหรือ
    ฮึๆ

  3. Mod-x says:

    เอาล่ะ มาสารภาพว่า
    เป็นอีกคนหนึ่งที่เขียนการ์ดแบบ Rally เหมือนกัน
    ดีอยู่หน่อยตรงที่ไม่ได้เซ็นต์ชื่อแค่แกร๊กเดียว
    แต่เขียนอวยชัยอวยพรไปบ้าง

    แปลกมั้ย กับคนที่เราเขียนถึงเค้าบ่อย ๆ อย่างคุณยาย
    หรือเพื่อนที่เป็นแอร์ พอถึงเทศกาลที่ต้องส่งพวกการ์ดอะไรแบบนี้
    เขียนไม่ออกทุกที ไม่เหมือนจดหมายหรือ P.C. ปกติ ที่เล่าอะไรต่อมิอะไรยาวเชียว จริง ๆ แล้วคงไม่ชอบถูกบังคับด้วยสถานการณ์ล่ะมั้ง

  4. เจี๊ยบ says:

    วันนี้เรื่อยเปื่อยไร้จุดหมาย หลงเข้ามาเจอบทความนี้ ก็เลยอยากบอกว่า รู้สึกคล้ายๆกันเลย เผอิญเป็นคนไม่ชอบส่งการ์ดตามเทศกาล มาใหม่ๆเห็นการ์ดพวกนี้แล้วเราก็เฉยๆ สงสัยว่า เขียนแค่นี่อีกเหรอ แล้วต่อมาก็ต้องมานั่งทำตามธรรมเนียม แต่เราทำได้แค่ปีเดียวเองนะ นอกนั้นโยนให้คนที่บ้านทำ เพราะเราไม่รู้สึกไปกับมันด้วยเลย เราไม่ชอบวิธีการแบบนี้ มันเหมอนหุ่นยนต์มากกว่าค่ะ

  5. Excellent blog you have got here.. It’s hard
    to find excellent writing like yours these days. I truly appreciate individuals like you!

    Take care!!

Leave a Reply