set Earth Hour on your body clock!!

Share

มัช – ไม่เปิดไฟแล้วจะไปเข้าส้วมยังไงล่ะ?
มอ – (ก็ถือแก้วเทียนไปไง นึกถึงสมัยก่อนที่คนเขาไม่มีไฟ ไม่มีส้วม เขาก็ต้องฉี่ ทำไมเขามีชีวิตอยู่กันได้ล่ะ)
มัช – จริงด้วยสิ
ซัม – ปิดไฟแบบนี้ สนุกดี เพราะทุกคนต้องมานั่งรวมกัน มีแสงสว่างอยู่จุดเดียว เรา 5 คนไม่แยกกันนั่งดีนะ
มอ – (จริง … งั้นปิดไฟแบบนี้ 1 ชั่วโมง ทุกอาทิตย์ไหม)
ซัม – เอาๆ อาทิตย์หน้าปิดกันอีกนะ 
อัน – ครบ 1 ชั่วโมงแล้ว ไฟกับโทรทัศน์จะกลับมาไหม? พรุ่งนี้จะได้ดูทีวีเปล่า?
มอ – ยังกลับมาสิ แต่ถ้าวันหนึ่งไฟไม่กลับมาแล้ว เราจะอยู่กันได้ไหม?
มัช ซัม อัน — ไม่รู้เหมือนกัน ไฟฟ้ามันจะหมดได้ยังไงล่ะ มันหมดได้จริงเหรอ!!
(แปลความจากบทสนทนาภาษาดัทช์)

ปีนี้วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม 2553 คือ วันหมุนนาฬิกาช่วงฤดูร้อนให้เร็วขึ้นอีก 1 ชั่วโมงสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ดินแดนบนโลกฝั่งตะวันตก พวกเราได้รับโบนัสแสงสว่างยาวเพิ่มขึ้นเช่นนี้ทุกปี จากนี้ไป 6 เดือนชีวิตของเราจะมีแดดแยงตายามเช้าเร็วขึ้น มืดช้าลง ทุกชีวิตที่ผ่านช่วงเวลาอับเฉาจะได้ฟื้นคืนชีพเริงร่า ใบไม้เริ่มปริ นก แมลง ผีเสื้อเริ่มออกหากิน ผู้คนเริ่มเปลือยตีนและลำแขนออกมาตากแดด แสงตะวันฉายส่องไล่ความมืดที่เก็บกักทุกชีวิตมานานกว่า 4 เดือนให้เลือนหายไปชั่วขณะ แต่อีกไม่นานความมืดจะย้อนเวียนกลับมาห่มคลุมทุกชีวิตอีกคราตามฤดูกาลเช่นนี้เรื่อยไป — ทุกๆ ปี 

เมื่อแสงตะวัน – พลังงานจากธรรมชาติมีช่วงเวลาหดสั้นลงเป็นโคจรของฤดูกาล มันส่งผลกระทบต่อการดำเนินไปของสรรพสิ่งทั้งมวล สิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า คน ในปัจจุบันมีชีวิตอิงกับปุ่ม เมื่อโลกเริ่มมืดลง เราเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟให้สว่างจ้า คุ้นเคยกับความสะดวกสบายที่พลังงานเนรมิตมาให้ เปิดก๊อกแล้วน้ำไหลมา เดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตเลือกซื้อสินค้าและอาหารหลากยี่ห้อวางเต็มชั้นขายได้ตามปรารถนา ขอแค่มีกำลังเงินและเครดิตการ์ดในกระเป๋าสตางค์

กิจวัตรชีวิตในทุกๆวันที่ดำเนินกันไป เราอาจไม่อยากฉุกคิดกังวลหาเรื่องปวดประสาทให้มากขึ้นกับชีวิต ด้วยคำถาม…ไฟมาจากไหน? น้ำมาจากไหน? อาหารที่เรากินใครผลิตมา? ยิ่งผู้คนที่มีคุณภาพชีวิตเป็นเลิศอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้ว ไม่ได้นั่งกินน้ำปนดินโคลนอยู่แถวแอฟริกา เมื่อทำงานมีเงินจ่ายทุกอย่างที่สามารถซื้อมาได้ด้วยเงิน มันคือความสุขอันชอบธรรม!! จะทำอะไร จะจ่ายอะไร จะถลุงอะไร — เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา … หรือเปล่า?

หรือบางทีไม่เราก็คุณอาจลืมคิดไปไกล ใคร (ไม่รู้) นะชอบมาย้ำกรอกหูเตือนอยู่บ่อยๆ ว่าชีวิตนี้มันสั้น จงเอนจอย สำราญสุขกันให้เต็มที่ เกิดมาแล้วหนึ่งหนจะต้องทนทุกข์ไปทำไม ยามมีสุขเราควรลืมสิ้น…จริงล่ะหรือ!! ทุกสิ่งทุกอย่างมีวันหมดอายุ — ความสุขก็เช่นกัน คนเคยรักกันหวานชื่นยังจืดขม อกเอ๋ยอกตรมหนองไหลมาเป็นน้ำตา แม้เงินในแบงค์ในไหยังมีอยู่เต็มชนเลข 10 หลัก เอามาถลุงความสุขไปได้อีกนาน แต่คงมีสักวันเงินจะซื้อความสุขให้เราไม่ได้อีกต่อไป

เคยคิดกันไหม? — โลกหรือเราจะตายก่อนกัน

เฮ้อ … แล้วจะคิดไปทำไมให้ตัวเองบ้า (ไปกว่าทุกวันที่บ้าอยู่) แต่ขอหน่อยเถอะนะ บางวันที่ว่างๆ แล้วนึกอยากบ้าเล่น อะไรผ่านทะลุเข้ามาสะกิดหัวใจ ขอคิดสักหน่อย คนมันชอบกลุ้ม อืม…วันหนึ่งวันนั้นที่เราไม่เคยคิดถึงและรอคอยมันกำลังหิ้วกระเป๋าเดินทางมาเยี่ยมเรา ไม่ว่าจะรอคอยการมาถึง สนใจ ใส่ใจ หรือฉันจะไม่แคร์สื่อใดๆ ทั้งสิ้นก็ตาม วันหนึ่งวันนั้น “เขา” กำลังเดินทางใกล้จุดหมายปลายทาง ณ บ้านใครบ้านมัน…ทุกขณะ

ธรรมชาติแกล้งหลอกล้อ หรือมนุษย์เรากำลังหลอกตัวเองไปวันๆ
 
เด็กสมัยนี้มีชีวิตอยู่กับปุ่มนานาชนิด ทุกอย่างเสนอมากึ่งสำเร็จรูป คนรุ่นใหม่ที่ชาญฉลาดพูดได้ 4-5 ภาษา บางทีก็น่าเวทนาที่ไม่อาจแยกวัวกับควาย เป็ดกับไก่ว่ามันต่างกันอย่างไร จับคู่เนื้อปลากับชื่อหน้าตาปลาไม่ได้ เพราะที่นี่แล่เนื้อปลาสำเร็จขาย ไม่เห็นทั้งหัว ครีบ และเกล็ด ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่แกะก้างปลากินเองไม่เป็น มีอีกหลายสิ่งมากที่ทำให้ชีวิตคนรุ่นเรา “ติดกับเปลือกและปุ่ม” ซักผ้าด้วยมือไม่เป็น ไม่มีกูเกิ้ลทำการบ้านส่งไม่ได้ กระดาษเขียนจดหมายถูกเก็บลืมอยู่ในกล่องมานานหลายปี ทุกวันนี้นั่งลบอีเมล์สแปมวันละร้อยกว่าๆ อยู่ทุกวันแทน

Earth Hour ของคนรุ่นเรานับค่าหมุนต่างจากโมงยามของคนสมัยก่อน – ผู้รู้จักพืชทุกชนิดที่ให้สีธรรมชาติ รู้จักมองฟ้า-มองดาว ข้างขึ้น ข้างแรม พระจันทร์ฉายส่องเพื่อวางแผนการเกษตรและประมงโดยยึด “ปฏิทินโหราศาสตร์” (Astronomy calendar) อันเป็นที่มาแห่งขบวนการออร์แกนิกในปัจจุบัน (Biodynamic agriculture) ยุคสมัยแห่งการคิดค้นประดิษฐ์นานาเทคโนโลยีใหม่ๆ มนุษย์อาจมีความพยายามเอาชนะธรรมชาติอยู่ไม่หยุดยั้ง แต่เรามองข้ามหนทางที่ง่ายกว่า ไม่ต้องคิดเอาชนะใคร แค่ถอยหลังบางก้าวกลับคืนสู่ธรรมชาติ ทำความเข้าใจวงจรเวลาที่หมุนอยู่บนโลก ไม่ลืมหยิบสัญชาตญาณที่มีอยู่ในตัวเองมาใช้ชีวิตให้มากขึ้นอีกนิด เมื่อเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ มนุษย์ที่แสนฉลาดจะได้รู้จักสามารถเอาตัวรอดได้เท่าสัตว์โลก-ผู้ฉลาดน้อยกว่า ผู้กดปุ่มไม่เป็น เลยยังคงสัญชาตญาณแห่งการใช้ชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมาได้จนบัดนี้ 

ก่อนที่ชีวิตจะลาจากโลก หรือโลกจะลาจากไป ทุกชีวิตยังมีทางเลือกที่จะช่วยต่ออายุโลกและอายุตัวเอง แค่ลองผ่อนถอยชีวิตกลับคืนสู่สามัญกันบ้าง ช่วยถนอมทุกอย่างบนโลกไว้ให้ทุกชีวิตได้ร่วมใช้สอยไปอีกนานๆ หากชีวิตเราทุกวันนี้อยู่ดีมีสุข อย่าลืมเก็บความสุขสะสมเผื่อลูกเผื่อหลาน เผื่อหมีควาย เผื่อเพนกวิน เผื่อไลเคน มอส เฟิร์น เผื่อปะการัง … 

การพูด การเขียน การรณรงค์ ช่วยกระตุ้นจรรโลงหัวใจให้ชุ่มชื่นมีความหวังใหม่ได้เสมอ แต่ยิ่งนานวันไปสายลมที่โชยพัด-แสงแดดที่ส่องผ่านไปในแต่ละฤดูกาล กลิ่นลมหอมสดชื่น ลำแสงที่ส่องทางสว่างอุดมไปด้วยถ้อยคำเก๋ๆ ข้อเขียนคมๆ แคมเปญล้นโลกจนแสบหูแสบตา หากทำไมในบางวันตัวเรายังเกิดความวิตกหวั่นไหว-แสบใจได้อยู่เนืองๆ ไม่เสื่อมคลาย 

ช่าง…คำพูดสวยหรู! ช่าง…คำคมบาดใจ! ช่าง …สารพัดแคมเปญ! มันจะมีความหมายลึกซึ้งอื่นใดกันเล่า หากเราคิดว่ามันเป็นแค่ละอองฝุ่นละอองเกสรที่ลอยลมมากระทบหูกระทบตา ระคายจนแอบเคือง จามจนน้ำตาเอ่อขี้มูกไหล พาลจับไข้ละอองฟางทุกต้นฤดูกาลใบไม้ปริ ช่างมันสิ…อีกประเดี๋ยวฝุ่นและควันคงจางหายไป คล้ายการเวียนมาถึงและเวียนจากไปของฤดูกาลที่ผันผวน มันอาจเป็นวงจรอุบาศว์ให้แอบบ่นสบถเบื่อซ้ำซาก-เป็นพักๆ

หรือมันคงจะเป็นเช่นนั้น …เรื่อยไป ตราบใดที่ตัวเราไม่คิดช่วยอะไร แล้วใครหน้าไหนจะมาช่วยเรา อย่าคิดเช่นนั้นต่อไปอีกเลย มาช่วยๆ กันเถิด ลงมือทำไปคนละมือสองมือ ไม่ต้องรอให้มีมือสิบมืออย่างทศกัณฑ์จึงค่อยลงมือทำอะไร เพราะวันนั้นจะไม่มีวันมาถึงในความเป็นจริง ใครไม่ทำก็อย่าไปว่าเขา ขอแค่ตัวเรามุ่งทำอยู่ ทำไป ทำวันละนิด ทำแล้วจิตแจ่มใส ทำไปนานๆ

โปรดอย่าเลิกทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่า ดี จงคิดแบบปัจเจกชนผู้ยิ่งใหญ่ว่าตัวเราสำคัญกว่าใครๆ บนโลก ถ้าเราไม่เริ่มทำ แล้วใครเล่าจะเริ่ม … จริงไหม!!

set Earth Hour on your body clock…now!!  

to read more  http://www.earthhour.org/

Earth Hour 2010 takes place on Saturday 27 March at 8.30pm (local time) and is a global call to action to every individual, every business and every community throughout the world. It is a call to stand up, to take responsibility, to get involved and lead the way towards a sustainable future. Iconic buildings and landmarks from Europe to Asia to the Americas will stand in darkness. People across the world from all walks of life will turn off their lights and join together in celebration and contemplation of the one thing we all have in common.

5 Responses to “set Earth Hour on your body clock!!”

  1. เจี๊ยบ says:

    อ่านแล้วนึกถึงตอนเป็นเด็ก บ้านเราที่ทุ่งบางเขนยังไม่มีไฟ้ใช้ ถนนยังเป็นดิน หน้าบ้านยังมีคลองใสๆลงไปเล่นน้ำได้ มีต้นฝรังริมน้ำ เก็บกินมั่งขายมั่ง เดี๋ยวนี้ไม่เหลือเค้าแล้ว กลายเป็นชุมชนแน่นขนัดไปด้วยผู้คน วุ่นวายเหลือเกิน เราชอบชีวิตในช่วงนั้นมากนะ ไม่เจริญแต่มีความสุขดี

  2. kik says:

    อ่านแล้วอึ้ง นานแล้วพี่แก้วไม่ได้เขียนอะไรแบบนี้ให้อ่านเลย อ่านแล้วชอบมากๆ พี่แก้วเรียบเรียงสวยงาม ตรงประเด็น ชอบๆๆๆๆ

    เจ้าเด็กๆคงสนุกกันใหญ่ แต่ตอนกิ๊กเด็กๆนี่สิ ฝนตกทีไรบ้านกิ๊กไฟดับทุกที ตาเคยบอกว่า หมาฉี่รดสังกะสีไฟก็ดับแล้ว แต่พอไฟดับมันทำให้เราได้ยินเสียงกบกับอึ่งอ่างร้อง (เพราะมันมักดับตอนฝนตก) เราได้ยินเสียงน้ำฝนด้วย :)

    ชอบจังที่ว่า ทุกอย่างมีวันหมดอายุ ความรู้สึกเราเองบางทียังหมดไปกับอะไรบางอย่างได้เล้ย :)

  3. Louise says:

    พูดถึงเรื่องกิน ไปเจอคนดัตช์ทุกวันนี้บอกเขาว่า คนที่นี่นะไม่ค่อยเห็นอะไรตื่นตาตื่นใจอย่างตลาดบ้านเรา ของกินบ้านเรามีตัวเลือกหลากหลายและฉันเนี่ยกินไรแปลกๆกว่าพวกเธอมาเยอะนัก คนที่นี่น่ะเสียโอกาสเรื่องความกล้าทางการกินเพราะมัวแต่เคยชินกะตัวเลือกในซุปเปอร์ เสร็จก็ยกตัวอย่างง่ายๆ ข้าวเกรียบหนังกบที่พ่อไปหามาเอง เชือดเอง ถลกหนังเอง แล้วเอามาคลุกเกลือ ตากแดด จนสุดท้ายเอามาทอดจนกรอบ ได้ข้าวเกรียบหนังกบให้ฝรั่งฟัง 555 เค้าได้แต่สยอง ไอ้เราก็ได้แต่ขำ หุหุ (นี่ขนาดยังไม่รวมด้วงสาคู แมงดา แมงเม่า ไข่มดแดง แย้ ไข่เต่า งู หมูป่า ฯลฯ นะ)แต่มาอยู่นี่นานๆเข้า จะซื้อตับมากินที่สามีก็ทำหน้าแหยงๆใส่ เลยเซ็งไปกับการเปลี่ยนแปลงของตัวเองด้วย โลกเราเป็นไปมา มีชีวิตอยู่กะปุ่ม มากขึ้นจริงๆ นี่ถ้านับได้ วันๆนึงคนเรากดปุ่มกันกี่ครั้งนะ? รุ่นตัวเองนี่ยังทันชีวิตตอนที่ยังไม่มีไฟฟ้าด้วย นึกถึงวัยเด็กที่อยู่กะธรรมชาติด้วยจริงๆค่ะ เมื่อวานก็ปิดไฟนอนไล่ๆพี่แก้ว หวังว่าช่วยพลังงานโลกได้สักนิดก็ยังดีเนาะ

  4. Modx says:

    อ้าว พี่แก้วก็เขียนเรื่องนี้เหมือนกัน มดแวะมาบ่อย ๆ นึกว่าไม่เขียนแล้ว
    เห็นไปคึกคักอยู่แต่ที่เฟสบุ๊ค – ช่วงนี้มดงดเล่นเฟสชั่วคราว

    ขอบคุณพี่ที่แวะไปตอบในบล็อคค่ะ อย่างที่รู้กันว่ามดขี้ประชด
    แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เห็นด้วยกับการรณรงค์ต่าง ๆ
    มดก็คลุกคลีกับสายอนุรักษ์มาก่อน ซึงบางที สังคมก็ต้องการ
    ทั้งคนพูดจาดี ๆ แบบพี่แก้ว และคนพูดหมา ๆ แบบมด ; )
    แต่มดไม่ “เหวง” นะ 555

  5. ส้ม says:

    อ่านแล้วจริงนะคะ คนสมัยนี้แยกของ่ายๆไม่ออก สะกิดใจมากค่ะพี่แก้ว

Leave a Reply