set Earth Hour on your body clock!!

March 28th, 2010
Share

มัช – ไม่เปิดไฟแล้วจะไปเข้าส้วมยังไงล่ะ?
มอ – (ก็ถือแก้วเทียนไปไง นึกถึงสมัยก่อนที่คนเขาไม่มีไฟ ไม่มีส้วม เขาก็ต้องฉี่ ทำไมเขามีชีวิตอยู่กันได้ล่ะ)
มัช – จริงด้วยสิ
ซัม – ปิดไฟแบบนี้ สนุกดี เพราะทุกคนต้องมานั่งรวมกัน มีแสงสว่างอยู่จุดเดียว เรา 5 คนไม่แยกกันนั่งดีนะ
มอ – (จริง … งั้นปิดไฟแบบนี้ 1 ชั่วโมง ทุกอาทิตย์ไหม)
ซัม – เอาๆ อาทิตย์หน้าปิดกันอีกนะ 
อัน – ครบ 1 ชั่วโมงแล้ว ไฟกับโทรทัศน์จะกลับมาไหม? พรุ่งนี้จะได้ดูทีวีเปล่า?
มอ – ยังกลับมาสิ แต่ถ้าวันหนึ่งไฟไม่กลับมาแล้ว เราจะอยู่กันได้ไหม?
มัช ซัม อัน — ไม่รู้เหมือนกัน ไฟฟ้ามันจะหมดได้ยังไงล่ะ มันหมดได้จริงเหรอ!!
(แปลความจากบทสนทนาภาษาดัทช์)

ปีนี้วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม 2553 คือ วันหมุนนาฬิกาช่วงฤดูร้อนให้เร็วขึ้นอีก 1 ชั่วโมงสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ดินแดนบนโลกฝั่งตะวันตก พวกเราได้รับโบนัสแสงสว่างยาวเพิ่มขึ้นเช่นนี้ทุกปี จากนี้ไป 6 เดือนชีวิตของเราจะมีแดดแยงตายามเช้าเร็วขึ้น มืดช้าลง ทุกชีวิตที่ผ่านช่วงเวลาอับเฉาจะได้ฟื้นคืนชีพเริงร่า ใบไม้เริ่มปริ นก แมลง ผีเสื้อเริ่มออกหากิน ผู้คนเริ่มเปลือยตีนและลำแขนออกมาตากแดด แสงตะวันฉายส่องไล่ความมืดที่เก็บกักทุกชีวิตมานานกว่า 4 เดือนให้เลือนหายไปชั่วขณะ แต่อีกไม่นานความมืดจะย้อนเวียนกลับมาห่มคลุมทุกชีวิตอีกคราตามฤดูกาลเช่นนี้เรื่อยไป — ทุกๆ ปี 

เมื่อแสงตะวัน – พลังงานจากธรรมชาติมีช่วงเวลาหดสั้นลงเป็นโคจรของฤดูกาล มันส่งผลกระทบต่อการดำเนินไปของสรรพสิ่งทั้งมวล สิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า คน ในปัจจุบันมีชีวิตอิงกับปุ่ม เมื่อโลกเริ่มมืดลง เราเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟให้สว่างจ้า คุ้นเคยกับความสะดวกสบายที่พลังงานเนรมิตมาให้ เปิดก๊อกแล้วน้ำไหลมา เดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตเลือกซื้อสินค้าและอาหารหลากยี่ห้อวางเต็มชั้นขายได้ตามปรารถนา ขอแค่มีกำลังเงินและเครดิตการ์ดในกระเป๋าสตางค์

กิจวัตรชีวิตในทุกๆวันที่ดำเนินกันไป เราอาจไม่อยากฉุกคิดกังวลหาเรื่องปวดประสาทให้มากขึ้นกับชีวิต ด้วยคำถาม…ไฟมาจากไหน? น้ำมาจากไหน? อาหารที่เรากินใครผลิตมา? ยิ่งผู้คนที่มีคุณภาพชีวิตเป็นเลิศอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้ว ไม่ได้นั่งกินน้ำปนดินโคลนอยู่แถวแอฟริกา เมื่อทำงานมีเงินจ่ายทุกอย่างที่สามารถซื้อมาได้ด้วยเงิน มันคือความสุขอันชอบธรรม!! จะทำอะไร จะจ่ายอะไร จะถลุงอะไร — เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา … หรือเปล่า?

หรือบางทีไม่เราก็คุณอาจลืมคิดไปไกล ใคร (ไม่รู้) นะชอบมาย้ำกรอกหูเตือนอยู่บ่อยๆ ว่าชีวิตนี้มันสั้น จงเอนจอย สำราญสุขกันให้เต็มที่ เกิดมาแล้วหนึ่งหนจะต้องทนทุกข์ไปทำไม ยามมีสุขเราควรลืมสิ้น…จริงล่ะหรือ!! ทุกสิ่งทุกอย่างมีวันหมดอายุ — ความสุขก็เช่นกัน คนเคยรักกันหวานชื่นยังจืดขม อกเอ๋ยอกตรมหนองไหลมาเป็นน้ำตา แม้เงินในแบงค์ในไหยังมีอยู่เต็มชนเลข 10 หลัก เอามาถลุงความสุขไปได้อีกนาน แต่คงมีสักวันเงินจะซื้อความสุขให้เราไม่ได้อีกต่อไป

เคยคิดกันไหม? — โลกหรือเราจะตายก่อนกัน

เฮ้อ … แล้วจะคิดไปทำไมให้ตัวเองบ้า (ไปกว่าทุกวันที่บ้าอยู่) แต่ขอหน่อยเถอะนะ บางวันที่ว่างๆ แล้วนึกอยากบ้าเล่น อะไรผ่านทะลุเข้ามาสะกิดหัวใจ ขอคิดสักหน่อย คนมันชอบกลุ้ม อืม…วันหนึ่งวันนั้นที่เราไม่เคยคิดถึงและรอคอยมันกำลังหิ้วกระเป๋าเดินทางมาเยี่ยมเรา ไม่ว่าจะรอคอยการมาถึง สนใจ ใส่ใจ หรือฉันจะไม่แคร์สื่อใดๆ ทั้งสิ้นก็ตาม วันหนึ่งวันนั้น “เขา” กำลังเดินทางใกล้จุดหมายปลายทาง ณ บ้านใครบ้านมัน…ทุกขณะ

ธรรมชาติแกล้งหลอกล้อ หรือมนุษย์เรากำลังหลอกตัวเองไปวันๆ
 
เด็กสมัยนี้มีชีวิตอยู่กับปุ่มนานาชนิด ทุกอย่างเสนอมากึ่งสำเร็จรูป คนรุ่นใหม่ที่ชาญฉลาดพูดได้ 4-5 ภาษา บางทีก็น่าเวทนาที่ไม่อาจแยกวัวกับควาย เป็ดกับไก่ว่ามันต่างกันอย่างไร จับคู่เนื้อปลากับชื่อหน้าตาปลาไม่ได้ เพราะที่นี่แล่เนื้อปลาสำเร็จขาย ไม่เห็นทั้งหัว ครีบ และเกล็ด ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่แกะก้างปลากินเองไม่เป็น มีอีกหลายสิ่งมากที่ทำให้ชีวิตคนรุ่นเรา “ติดกับเปลือกและปุ่ม” ซักผ้าด้วยมือไม่เป็น ไม่มีกูเกิ้ลทำการบ้านส่งไม่ได้ กระดาษเขียนจดหมายถูกเก็บลืมอยู่ในกล่องมานานหลายปี ทุกวันนี้นั่งลบอีเมล์สแปมวันละร้อยกว่าๆ อยู่ทุกวันแทน

Earth Hour ของคนรุ่นเรานับค่าหมุนต่างจากโมงยามของคนสมัยก่อน – ผู้รู้จักพืชทุกชนิดที่ให้สีธรรมชาติ รู้จักมองฟ้า-มองดาว ข้างขึ้น ข้างแรม พระจันทร์ฉายส่องเพื่อวางแผนการเกษตรและประมงโดยยึด “ปฏิทินโหราศาสตร์” (Astronomy calendar) อันเป็นที่มาแห่งขบวนการออร์แกนิกในปัจจุบัน (Biodynamic agriculture) ยุคสมัยแห่งการคิดค้นประดิษฐ์นานาเทคโนโลยีใหม่ๆ มนุษย์อาจมีความพยายามเอาชนะธรรมชาติอยู่ไม่หยุดยั้ง แต่เรามองข้ามหนทางที่ง่ายกว่า ไม่ต้องคิดเอาชนะใคร แค่ถอยหลังบางก้าวกลับคืนสู่ธรรมชาติ ทำความเข้าใจวงจรเวลาที่หมุนอยู่บนโลก ไม่ลืมหยิบสัญชาตญาณที่มีอยู่ในตัวเองมาใช้ชีวิตให้มากขึ้นอีกนิด เมื่อเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ มนุษย์ที่แสนฉลาดจะได้รู้จักสามารถเอาตัวรอดได้เท่าสัตว์โลก-ผู้ฉลาดน้อยกว่า ผู้กดปุ่มไม่เป็น เลยยังคงสัญชาตญาณแห่งการใช้ชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมาได้จนบัดนี้ 

ก่อนที่ชีวิตจะลาจากโลก หรือโลกจะลาจากไป ทุกชีวิตยังมีทางเลือกที่จะช่วยต่ออายุโลกและอายุตัวเอง แค่ลองผ่อนถอยชีวิตกลับคืนสู่สามัญกันบ้าง ช่วยถนอมทุกอย่างบนโลกไว้ให้ทุกชีวิตได้ร่วมใช้สอยไปอีกนานๆ หากชีวิตเราทุกวันนี้อยู่ดีมีสุข อย่าลืมเก็บความสุขสะสมเผื่อลูกเผื่อหลาน เผื่อหมีควาย เผื่อเพนกวิน เผื่อไลเคน มอส เฟิร์น เผื่อปะการัง … 

การพูด การเขียน การรณรงค์ ช่วยกระตุ้นจรรโลงหัวใจให้ชุ่มชื่นมีความหวังใหม่ได้เสมอ แต่ยิ่งนานวันไปสายลมที่โชยพัด-แสงแดดที่ส่องผ่านไปในแต่ละฤดูกาล กลิ่นลมหอมสดชื่น ลำแสงที่ส่องทางสว่างอุดมไปด้วยถ้อยคำเก๋ๆ ข้อเขียนคมๆ แคมเปญล้นโลกจนแสบหูแสบตา หากทำไมในบางวันตัวเรายังเกิดความวิตกหวั่นไหว-แสบใจได้อยู่เนืองๆ ไม่เสื่อมคลาย 

ช่าง…คำพูดสวยหรู! ช่าง…คำคมบาดใจ! ช่าง …สารพัดแคมเปญ! มันจะมีความหมายลึกซึ้งอื่นใดกันเล่า หากเราคิดว่ามันเป็นแค่ละอองฝุ่นละอองเกสรที่ลอยลมมากระทบหูกระทบตา ระคายจนแอบเคือง จามจนน้ำตาเอ่อขี้มูกไหล พาลจับไข้ละอองฟางทุกต้นฤดูกาลใบไม้ปริ ช่างมันสิ…อีกประเดี๋ยวฝุ่นและควันคงจางหายไป คล้ายการเวียนมาถึงและเวียนจากไปของฤดูกาลที่ผันผวน มันอาจเป็นวงจรอุบาศว์ให้แอบบ่นสบถเบื่อซ้ำซาก-เป็นพักๆ

หรือมันคงจะเป็นเช่นนั้น …เรื่อยไป ตราบใดที่ตัวเราไม่คิดช่วยอะไร แล้วใครหน้าไหนจะมาช่วยเรา อย่าคิดเช่นนั้นต่อไปอีกเลย มาช่วยๆ กันเถิด ลงมือทำไปคนละมือสองมือ ไม่ต้องรอให้มีมือสิบมืออย่างทศกัณฑ์จึงค่อยลงมือทำอะไร เพราะวันนั้นจะไม่มีวันมาถึงในความเป็นจริง ใครไม่ทำก็อย่าไปว่าเขา ขอแค่ตัวเรามุ่งทำอยู่ ทำไป ทำวันละนิด ทำแล้วจิตแจ่มใส ทำไปนานๆ

โปรดอย่าเลิกทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่า ดี จงคิดแบบปัจเจกชนผู้ยิ่งใหญ่ว่าตัวเราสำคัญกว่าใครๆ บนโลก ถ้าเราไม่เริ่มทำ แล้วใครเล่าจะเริ่ม … จริงไหม!!

set Earth Hour on your body clock…now!!  

to read more  http://www.earthhour.org/

Earth Hour 2010 takes place on Saturday 27 March at 8.30pm (local time) and is a global call to action to every individual, every business and every community throughout the world. It is a call to stand up, to take responsibility, to get involved and lead the way towards a sustainable future. Iconic buildings and landmarks from Europe to Asia to the Americas will stand in darkness. People across the world from all walks of life will turn off their lights and join together in celebration and contemplation of the one thing we all have in common.

Is media a second wave of disaster on Haiti !?

February 7th, 2010
Share

My Sunday read … Is media a second wave of disaster on Haiti !? http://www.latimes.com/news/local/photography/la-fg-haiti-hires-html,0,7123168.htmlstory … ภาพแต่ละภาพ มุมกล้องชนะเลิศ แต่ควรเลิกใช้คำว่า looting ย้ำๆ ซ้ำๆ ได้ไหม?

Wild Wood

February 6th, 2010
Share

he’s the one, who made me flew all the way from Thailand to Belgium for just a concert…เพื่อพอล เวลเลอร์ เราทำไปได้ ตอนนั้นยังสาวไง — ไฟแรง : ) เพลงเก่า คนร้องเริ่มแก่ แต่เพลงยังเก๋าเสมอ Wild Wood – Paul Weller

speel dat liedje maar nog een keer

February 5th, 2010
Share

Is it a crime? I often turn music very loud while driving kids back and forth. My kids are giggly girls, they annoy me sometimes. I’ve finally found anytimes I put on my favorite song, then they’re quiet!! Instead of yelling at them, the magical music did the work. When the song has ended, kids asked… “Mum…speel dat liedje maar nog een keer…a.u.b…?” (“mum…Could you play that song again?)

Match Against Poverty

January 19th, 2010
Share

Match Against Poverty Monday, 25 January 2010 Location:Lisbon, Portugal…UNDP, Benfica, Ronaldo, Zidane decided that the funds amplify efforts to support the Haitian people in their time of need. http://tinyurl.com/ydhoqp4

ความสุขปลายปี

January 5th, 2010
Share

วาระการเปลี่ยนปีศักราชและการเฉลิมฉลองเทศกาลในเดือนธันวาคมนั้น แม้จริงๆแล้วเป็นเพียงแค่การสมมุติความสุขของมนุษย์ หากช่วงเวลารื่นเริงแห่งชีวิตที่ถูกสมมุติปลายปีขึ้นเช่นนี้ถือเป็นโอกาสแสนสุขที่เรารอคอยให้มาถึงเกือบทุกปี-โดยเฉพาะหลังจากที่มีลูก เพราะได้ขี้เกียจอยู่กับบ้าน อบเค้ก ปั้นคุกกี้ ทำอาหารอร่อยๆ กิน นั่งผลิตการ์ดปีใหม่ส่งสู่ญาติมิตรในครอบครัว-มิตรสหายที่อยู่ห่างไกลหลายมุมโลก ได้รื้อกล่องเก็บของประดับต้นคริสต์มาสและของแต่งบ้านที่จะหยิบใช้กันแค่ช่วง 1 เดือน มานั่งแต่งบ้านกับลูกๆ เป็นกิจกรรมเล่นเกมความสุขในครอบครัว

สมัยก่อนตอนยังทำงานอยู่กอทอมอ- เมืองตึกสูงติดฟ้าอมร เราชอบนั่งรถเมล์เล่นรอบเมืองช่วงปีใหม่ ขึ้นรถเมล์สายไหนก็มีที่ให้นั่ง – มีความสุขจริงๆ คนทำงานออกนอกเมืองไปท่องเที่ยว ไปเยี่ยมครอบครัวกันหมด ตัวเราโชคดีที่หาโอกาสหนีออกนอกเมืองได้ทุกใจอยากเวลาทำงาน เลยชอบเลือกอยู่ในเมืองโล่งๆ ช่วงวันหยุดยาว เมืองใหญ่น่ารักน่าอยู่ขึ้นเยอะเวลาที่มันโล่งๆ ไม่วุ่นวายแออัด เมืองที่โล่งๆ เหงาๆ ดูไม่ค่อยเป็นเมืองที่สมบูรณ์นัก

ชีวิตช่วงปีใหม่ของเราตอนนี้ยังมีอารมณ์คล้ายสมัยอยู่กอทอมอ ไม่อยากไปไหนเลย พอถึงช่วงวันหยุดยาวๆ สิ่งเดียวที่ปรารถนา คือ นอน นอนตื่นให้สายโด่งสมอยาก เราไม่ใช่คนตื่นเช้ามาตั้งแต่เล็ก ช่วงที่จำต้องตื่นเช้าไปโรงเรียน ไปทำงานนั้นเป็นความอดทน ทรมาน และพยายามสาหัส พอหลุดจากระบบโรงเรียนและการทำงานตอกบัตร (ที่ตลอดชีวิตทำได้นานที่สุดแค่ 1 ปี) เรารู้สึกเป็นอิสระกับการตื่นนอนของตัวเองมากขึ้น ไม่มีกริ่ง ระฆัง บัตรที่แดงเถือกมาตอกกระดองใจให้เจ็บปวดสะดุ้งไหว

แต่มาถึง ณ วันนี้ วัยนี้ ด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ ทำให้เราตื่นเช้าได้ แม้ไม่ได้พิศวาสยามเช้ามากขึ้นนัก อาทิตย์ก่อนเด็กๆ ปิดเทอม หนุ่มที่บ้านนับวันถอยหลังให้ทุกวัน เอาน่า … อีกสามวัน…อีกสองวันจะได้นอนตื่นสายแล้ว แต่วันนี้ตื่นมาพาลูกไปส่งที่โรงเรียนก่อน (เล่าแล้วภูมิใจตัวเองนะเนี่ยที่พาลูกไปส่งโรงเรียนได้ทันเวลามาตั้ง 5-6 ปี) สารภาพแบบไม่อายความเป็นกุลสตรีว่าไม่เคยตื่นก่อนหนุ่มที่บ้านเลย กาแฟก็ไม่เคยชงให้เขากิน หนุ่มเสิร์ฟกาแฟให้ที่เตียงทุกวัน

ช่วงวันหยุดยาวส่งท้ายปีนี้ ดินแดนที่เราอาศัยอยู่ได้โบนัสแถมพิเศษมาจากธรรมชาติ คือ หิมะโปรยลงมาวันสุดท้ายที่โรงเรียนเด็กๆ ปิดเทอม นึกภาพสิว่าสวรรค์แค่ไหน หิมะตกมาในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ เพราะจากนี้ไปสองสัปดาห์ ไม่ต้องตื่นเช้า ไม่ต้องเร่งรีบขับรถฝ่าหิมะไปส่งลูกที่โรงเรียนแต่เช้าตรู่ ไม่ต้องแต่งตัวรัดกุมกันความหนาวเยือก … ไม่ต้องอะไรทั้งสิ้น อากาศหนาวหิมะหนา ก็ช่างมันประไร เราห่มผ้านอนยันเที่ยง เอ๊ย … นอนตื่นสายๆ แล้วก็ห่มความอุ่นอยู่แต่ในบ้าน มองเย้ยโลกภายนอกสีขาวนุ่มๆ แบบไม่เดือดร้อนกังวลใจ ไม่ต้องใส่บู้ทหนาไปย่ำมัน ยืนมองโลกขาวปุยเพลินผ่านหน้าต่าง ชีวิตไม่หนาว ไม่รีบ ไม่ต้องเคลื่อนย้ายเดินทางไปไหน อยากนอนเมื่อไหร่ เราก็นอน นอน และนอน

ช่วงที่โลกมืดยาวนานในฤดูหนาวแถบนี้ เช้าแปดโมงแสงแดดยังไม่ส่อง สี่โมงครึ่งโลกก็มืดซะแล้ว กองไฟในเตาผิงช่วยบรรเทาชีวิตให้หม่นน้อยลง เวลาที่นั่งมองไฟลุกช่วงเหมือนได้ท่องความคิดตัวเองเดินทางไปได้ไกลโพ้นทางจินตนาการ นั่งพิงความอุ่นสู้หนาวบนโซฟาตัวใหญ่อ่านหนังสืออย่างไม่ต้องคอยกังวลเวลา ช่วงก่อนปีใหม่หนังสือพิมพ์-นิตยสารต่างๆ จะทำฉบับพิเศษหนาปึกออกมา ตลอดทั้งปีช่วงหลังๆ เราไม่ค่อยได้อ่านหนังสือพิมพ์รายวันเป็นประจำ อาศัยอ่านข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตแบบรวบรัด สรุปความ อารมณ์ที่ได้ทิ้งตัวนั่งอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารทั้งวี่ทั้งวันเป็นความสุขที่ประหลาดล้ำ ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกลๆ ไม่ต้องซื้อของขวัญอันใดมามอบให้ วันหยุดที่แสนสุขขอแค่ได้มีเวลาทอดหุ่ย อ่าน อ่าน อ่าน เช่นนี้ – สุขีกว่าสิ่งใดจริงๆ

ฤดูหนาววันมืดๆ ยังเป็นช่วงเหมาะที่จะตะลุยดูหนังเรื่องโปรดๆ ทุกค่ำคืน เราไม่ได้ไปดูหนังตามโรงใหญ่มานานมากแล้ว เพราะไม่อยากวุ่นวายเตรียมการหาพี่เลี้ยงเด็ก ตลอดปีนั่งอ่านข่าวรีวิวหนังใหม่ๆ ฟังคนเขาเล่ากันไป แล้วจดๆ ชื่อหนังของผู้กำกับในดวงใจที่อยากดูประจำปีไว้ รอคอยเวลาโลกมืดยาวนานสี่เดือน แล้วจึงหยิบความสุขที่กองรอมาตลอดทั้งปีออกมาฉายดูกันไปทุกค่ำคืน หนุ่มที่บ้านมีโปรเจ็คท์เตอร์สำหรับใช้งานสัมมนา ติดตั้งระบบสเตอริโอเซอร์ราวนด์ไว้ เมื่อเอาโปรเจ็คเตอร์มาฉายหนังจอใหญ่ใส่ระบบเสียงวิ่งรอบหัว มันก็ให้บรรยากาศและคุณภาพหนังเหมือนได้ไปดูตามโรงหนังเลยทีเดียว ข้อดีที่แตกต่างมากกว่า คือ เราจะหยุดฉายหนังเพื่อไปฉี่ ไปเติมเบียร์ ไปชงชาช่วงไหนก็ได้ การนั่งๆ นอนๆ กลิ้งๆ อยู่ในบ้าน ไม่ต้องออกไปไหนเลยหลายๆวัน (ตุนอาหารไว้เพียบ) เป็นการพักผ่อนที่สุดยอดจริงๆ บางวันเราใส่กางเกงเอวยืดอยู่บ้านทั้งวัน ไม่ต้องแต่งตัวรัดกุม ผมบนหัวไม่ต้องหวีสาง ชีวิตเรื่อยๆ สบายๆ เช่นนี้…สุขที่สุดแล้ว

ความสุขของเรานั้นช่างตรงข้ามกับครอบครัวเพื่อนดัทช์-ฝรั่งเศสหลังบ้าน ซึ่งพอถึงวันหยุดยาวทีไรก็ขนครอบครัวยกโขยงขับรถลงใต้ไปตอนเหนือของฝรั่งเศสบ้านเก่าของภรรยาทุกคราไป ขับรถขึ้นลงไปๆมาๆ ตลอดทั้งปี 20 กว่ารอบ พอวันหยุดสั้น-ยาวมาถึงเขาก็บึ่งกันไปทันทีในวันรุ่งขึ้น บ้านรกๆ ฝั่งนี้ปิดทิ้งไว้ไม่ใยดี เรามองๆ เขาแล้วแอบเหนื่อยแทน เพราะครอบครัวนี้ลูกเล็ก 4 คนและทำงานกันทั้งคู่ (เป็นด็อกเตอร์ซะด้วยนะ) ทำงานกันตลอดอาทิตย์ วันหยุดยาวๆ ไม่อยากนอนพักผ่อนถอนหายใจหรือไร แต่ชีวิตใครชีวิตมัน – มีเรื่องมันส์กันคนละแบบ เราเริ่มแก่แล้ว บังอรเลยอยากนอนโลดฉลองความขี้เกียจซะให้เข็ด

เมื่อวันหยุดที่ผ่านมา เราเดินออกไปเตือนเขาล่วงหน้าว่าแค่กลับไปเยี่ยมบ้าน ไม่ได้จองที่พักยกเลิกไม่ได้ ทำไมไม่เดินทางพรุ่งนี้เล่า หิมะกำลังตกหนักและตกไปทั้งวัน ตอนนั้นก็กองหนาเกินฟุตเข้าไปแล้ว ระยะทาง 400 กว่ากิโลที่พวกเขาต้องตะบึ่งกันไป จากที่เคยใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงธรรมดาอาจจะปาเข้าไป 10 ชั่วโมง และมันอันตรายเพราะรถเขาไม่ได้เปลี่ยนใส่ยางฤดูหนาวที่ดอกยางเกาะกุมถนนได้ดีอีกด้วยนะ (พวกเราก็เป็นห่วง) คนสามีรับหน้าที่โชเฟอร์ตอบมา “แล้วจะบอกเมียอย่างไร ถ้าเปลี่ยนใจไม่ไปวันนี้ ก็เธอวางแผนว่าจะไป!!” อะ…ไปๆ ขอให้โชคดี อย่ามีอุบัติภัยใดๆ กลางทาง

ครอบครัวเราสองสนิทกันมาก เวลาครอบครัวนี้จะเดินทางก็แวะมาฝากบ้านกับเราบ่อยๆ บางทีเขาบึ่งกันไปแบบไม่วางแผนใดๆ พอตกค่ำไปถึงที่หมายเพิ่งนึกได้ อีเมล์กลับมาหาเราว่าลืมโน่นลืมนี่ในบ้าน ช่วยวางถังขยะที่เขาจะมาจัดเก็บให้หน่อย? หรือฝากให้อาหารกระต่ายหลังบ้านหน่อย? (ลืมสัตว์เลี้ยงหลังบ้านได้ไงหนอ เดี๋ยวมันได้ตายแหงแก๋) เราผู้ขี้เกียจเดินทางเลยช่วยดูแลบ้านให้เขาไป คราวนี้เจ้ากระต่ายสองตัวที่กำลังเข้าวัยหนุ่มถูกทิ้งให้หนาวเหน็บอยู่ในกรงหลังบ้านเดียวดาย

เรานั้นด้วยความห่วงใย พอตกค่ำวันที่เขาเดินทางจากไป ส่ง sms ไปถามข่าวว่าถึงที่หมายปลอดภัยดีไหม? พวกเขาส่งข้อความตอบกลับมา…ถึงที่หมายแล้ว ขับรถตลอดทางเร็วได้แค่ 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง บนถนนไฮเวย์ที่ปกติเหยียบได้ 120 … (ช่างอดทนเดินทางฝ่าหิมะกันไป – นับถือใจท่านๆ)  หนุ่มที่บ้านเดินเทียวไปดูกระต่ายให้อาหารและเปลี่ยนน้ำทุกวัน เพราะถ้าทิ้งไว้ข้ามวันน้ำจะแข็งเป็นน้ำแข็ง กระต่ายจะดื่มจากขวดไม่ได้

เกือบ 1 อาทิตย์ผ่านไป คนสามีบึ่งรถกลับมาเข้าเวรยามที่โรงพยาบาล 3 วัน แล้วจะขับกลับไปวันก่อนสิ้นปีเพื่อฉลองปีใหม่กับครอบครัวที่ฝรั่งเศสอีกรอบ (คิดภาพตามว่าน่าสนุกสนานเพียงไร ขับรถไปขับรถมาบนถนนลื่นๆ อากาศเยือกๆ ท่ามกลางหิมะเช่นนี้) ไม่ว่าไร …ช่วยอะไรได้ช่วยไป หัวค่ำวันหยุดก่อนปีใหม่ที่เราห่มความขี้เกียจ นั่งกลิ้งๆ อยู่ในบ้าน กริ่งที่ประตูบ้านดังขึ้น เพื่อนหลังบ้านสวมหมวกกันหิมะปิดหูมิดชิดยืนกอดเบียร์และถุงพลาสติกใบหนึ่งยืนยิ้มเผล่ เขาเมอร์รี่คริสต์มาสทัก แล้วยื่นเบียร์ฝรั่งเศส panaché (ค๊อกเทลเบียร์ที่มีปริมาณ Lกฮ > 1%) ขวดเล็กจิ๋วมาให้เราหนึ่งแพ๊ค (10 ขวด) แถมแล้วถุงพลาสติกในมือ – ที่บรรจุนิตยสารอาหารของฝรั่งเศสที่เขาเริ่มจำได้ว่าเราเคยฝากเขาซื้อครั้งก่อน ตานี้เลยสะดวกใจไหว้วานอะไรบ้านเราก็หอบเบียร์ panaché หนึ่งแพ๊คและนิตยสาร Saveurs มาฝาก … ทำเอาเรายิ้มปลื้มแก้มปริ สวมกอดขอบคุณไปหนึ่งอ้อมแขน (หนุ่มที่บ้านผู้เดินไปให้อาหารกระต่ายไม่ได้ของตอบแทนอะไรเลย-ซะงั้น คนกลิ้งๆ อยู่ในบ้าน “ส้มหล่น” ได้ไง)

เพื่อนหลังบ้านน่ารักเช่นนี้เอง แม้จะมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันมาก แต่ทุกคนต่างเลือกความสุขในแบบของตัวเอง จริงแล้วเราไม่เคยเรียกร้องของขวัญและของตอบแทนในการทำสิ่งใดให้กับใคร เพราะถือว่าช่วยเขาช่วยเรา สักวันเราก็อาจจะต้องขอความช่วยเหลือเพื่อนบ้าน มันเหมือนความสัมพันธ์อันดีในการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ ไม่พูดไม่จา ไม่นำพาสนใจเรื่องราวของกันและกัน เพราะมันจะยิ่งทำให้ฤดูกาลที่นี่หนาวตลอดทั้งสี่ฤดู หากเพื่อนบ้านและคนรอบตัวที่อาศัยอยู่ใกล้กัน มีแต่สีหน้าเย็นชา ไม่รู้หนาวรู้ร้อน เรื่องเธอไม่ใช่เรื่องฉัน เรื่องฉันใครจะมาสนใจล่ะ …จริงไหม? ค่ำคืนหนาวเย็นเดียวดายที่ครอบครัวยังอยู่ที่ฝรั่งเศสกันหมด เราเลยชวนเพื่อนหนุ่มหลังบ้านมากินข้าวมันไก่มื้อเย็นกับครอบครัวเราด้วยเลย เพราะเห็นเขาซื้อซูชิกล่องจ้อยบรรจุข้าวปั้น 8 ชิ้นกลับมาจากร้านที่สถานีรถไฟตอนเลิกงาน กะมาหุงข้าวกินเพิ่มตามลำพัง ทีแรกเขาปฏิเสธอย่างเกรงใจ แต่เราไม่ยอมปล่อย อ้างว่าไก่อบอาหารเหลือจากมื้อคริสต์มาสที่บ้าน “เยอห้ามพลาดซอสข้าวมันไก่ของอิก … magic!!”สุดท้ายเขาเลยยอมเดินกลับไปหอบกล่องซูชิและเบียร์มาอีก 2 กระป๋องเปิดดื่มกับหนุ่มที่บ้านเรา

แม้โลกจะหนาวจนไม่อยากออกไปข้างนอกสักก้าว แต่เทคโนโลยีกำลังล้ำสมัยฉุดไม่อยู่อย่างทุกวันนี้ ทำให้เราไม่ตัดขาดจากโลกภายนอก ยังได้สื่อสารพูดคุยกับเพื่อนๆ และใครๆ อยู่ตลอด นับจากอินเตอร์เน็ตเสียบปลั๊กให้คนทั้งโลกมานั่งจ้องหน้าจอคุยกันทางตัวอักษร โปรแกรมต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ ทุกปี ช่วยให้ผู้คนรู้ข่าวความเคลื่อนไหวกันอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวี่ทุกวัน โปรแกรม Facebook และ Twitter ปีนี้ได้รับความนิยมมาก จากที่เรามีเฟสบุ๊คมาสองปีกว่า หากไม่ค่อยอะไรกับมันนัก ลองใช้แค่อยากรู้และตามข่าวสารที่น่าสนใจ จนครึ่งปีหลังดูเหมือนใครๆ จะทยอยมาใช้ Facebook และ Twitter จนทำให้เครือข่ายคึกคักมีอะไรให้ดูเล่นอ่านจริงมากมาย แล้วแต่เวลาที่เราจะไปใส่ใจกับโลกเสมือนที่มีแต่ตัวอักษรวิ่งอัพเดทแทบทุกนาทีแค่ไหน

ในเทศกาลเฉลิมฉลองวันหยุดยาวๆ อาจมีหลายคนที่มีกิจกรรมรื่นเริงเต็มเพียบ แต่ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่มีโปรแกรมใด อาจต้องอยู่โยงลำพังหงอยๆ หรือทำงานตลอดวันหยุด ชีวิตช่วงบรรยากาศรื่นเริงอาจนำความเหงา เศร้า หดหู่มาเกาะกินใจทรมานคนเราได้อย่างสาหัสกว่าปกติ โปรแกรมสื่อสารสมัยใหม่มีข้อดีตรงช่วยฆ่าความเหงาโดดเดี่ยวตรงนี้ให้เบาบางได้บ้าง อย่างน้อยก็เป็นช่องทางให้ได้พูดคุย ไม่ทำให้ชีวิตใครบางคนต้องรู้สึกอ้างว้างเหมือนนั่งอยู่คนเดียวบนโลก แต่ท้ายที่สุด หากยอมรับว่าความเหงาคือส่วนหนึ่งของชีวิตคนเรา อยู่กับโลกเสมือนบ้างตามโอกาส แต่อย่าลืมกลับสู่ชีวิตจริง…ที่เราต้องผ่านมันไปให้ได้เสมอ

ราวสองอาทิตย์ก่อนปีใหม่ เราแอบตามอ่าน twitter ของศิลปินที่เราชื่นชมคนหนึ่งเกือบทุกวัน ไม่เคยรู้สึกสนุกกับการตามแอบดูกิจวัตรของใครที่ไม่รู้จักมักคุ้นเช่นนี้มาก่อน ได้รับรู้ชีวิตส่วนตัวบางมุมและความคิดในบางวันของเขา ตลอดมาเคยรู้จักและเห็นเขาร้องเพลงร็อคเพราะๆ อยู่บนเวที แต่เมื่อมาติดตาม twitter ของเขา ได้รับรู้ว่าศิลปินก็มีชีวิตประจำวันไม่ต่างจากเราๆ บางวันในฤดูหนาวตื่นเช้ามารถเขาแบตเตอรี่ตาย, เผลอปิดประตูหลังบ้านโดยไม่มีกุญแจ, ไปดูหนัง avatar ที่กำลังฮิต, มาเล่าว่าตื่นเต้น(เหมือนกัน)ที่เดินสวนกับจอห์นนี่ เด็ปป์ที่ห้างแห่งหนึ่งในลอนดอน, มาบ่นระงมว่าต้องแบกลูกชายวัยสิบหกเดือนขึ้นเนิน Glastonbury Tor พร้อมด้วยรูปวิววันฟ้าใสบนนั้นที่เขาสแน้ปส์จากมือถือมาฝากกัน …

ความลับแห่งความสุขประจำปีของเรา เล่าแล้ว…อย่าบอกต่อใคร สาเหตุเดี่ยวๆ ที่เราตัดสินใจใช้  facebook เมื่อสองปีก่อน ก็เพื่อเอาไว้เป็นช่องทางตามงานของนักทำสารคดีชาวอังกฤษที่เราชื่นชมคนหนึ่ง พอปีนี้เราใช้ twitter ก็เหตุผลเดียวกัน เราเพิ่งเริ่มตามอ่านชีวิตศิลปินที่เราโปรดปราน โปรแกรมเครือข่ายสร้างเพื่อนใหม่ – เราไม่ได้สนใจอะไรนักหรอก เพราะเพื่อนบนโลก เพื่อนเก่า เพื่อนรอบบ้าน เรามีมากพอแล้ว  การได้เข้าไปใกล้ชิดเป็นเพื่อนติดตามความเคลื่อนไหวบุคคลที่เราชื่นชมศรัทธาเงียบๆ เช่นนี้ข้างเดียวต่างหาก ที่ทำให้เราอมยิ้มได้เกือบรายวัน … ขอยืนยันเราไม่ใช่ stalker แน่นอน — แค่อยากรู้ว่าเขาสบายดี ยังพอมีแรงทำงานดีๆ ให้เสพอีกบ้างไหมในเร็ววัน เพราะเราแอบตั้งตาคอยทุกความคิดที่เขาเขียนบันทึกออกมา 

นี่คือความสุขปลายปีที่ผ่านมาของเรา ความสุขปลายปีและต้นปีของคุณล่ะ … มีเรื่องราวอย่างไรบ้าง?

Ring out the old, ring in the new

December 28th, 2009
Share
 

December Wonderland เทศกาลเฉลิมฉลองช่วงเดือนธันวาคมในเมืองหนาว นับเป็นความปิติชุบชูจิตใจผู้คนให้รื่นรมย์แจ่มใสอย่างแท้จริง เพราะเดือนสุดท้ายแห่งปีนี้ช่างมืดและหม่น แสงสว่างมาสู่ชีวิตต่อวันสั้นที่สุดแห่งปี การจัดฉลองเทศกาลมากมายในเดือนนี้ จึงเหมือนเป็นกิจกรรมช่วยเติมสีสันและพลังชีวิตให้ก้าวข้ามช่วงปลายปีให้รอดพ้น แสงสี เสียงเพลงที่ขับกล่อมอาจช่วยย้อมใจดวงเหงา ใจดวงเศร้าโปรดจงปล่อยวางลาจากปีด้วยความสุขียินดี 

ใกล้วันคริสต์มาสเข้ามา หิมะตกหนัก อากาศหนาวเหน็บ บนถนนนอกหน้าต่างเงียบเหงา แสงแห่งตะวันกำลังจะลาไปอีกวัน จุดเทียนเล่มน้อยขึ้นตามมุมบ้าน นั่งลงบนเก้าอี้นวมแสนอุ่น เอนหลังหลับตา แล้วฟังบทกวีขับกล่อมจิตใจ — สงบสุขภายในตัวเอง

มีบทกวีอังกฤษที่ไพเราะมาอ่านให้ฟัง

Ring out, wild bells

(คลิกที่ชื่อบทกวีข้างบน จะได้ฟังไฟล์อ่านบทกวีนี้ไปด้วยกัน)

Ring out, wild bells, to the wild sky,
The flying cloud, the frosty light;
The year is dying in the night;
Ring out, wild bells, and let him die.

Ring out the old, ring in the new,
Ring, happy bells, across the snow:
The year is going, let him go;
Ring out the false, ring in the true.

Ring out the grief that saps the mind,
For those that here we see no more,
Ring out the feud of rich and poor,
Ring in redress to all mankind.

Ring out a slowly dying cause,
And ancient forms of party strife;
Ring in the nobler modes of life,
With sweeter manners, purer laws.

Ring out the want, the care the sin,
The faithless coldness of the times;
Ring out, ring out my mournful rhymes,
But ring the fuller minstrel in.

Ring out false pride in place and blood,
The civic slander and the spite;
Ring in the love of truth and right,
Ring in the common love of good.

Ring out old shapes of foul disease,
Ring out the narrowing lust of gold;
Ring out the thousand wars of old,
Ring in the thousand years of peace.

Ring in the valiant man and free,
The larger heart, the kindlier hand;
Ring out the darkness of the land,
Ring in the Christ that is to be.  
  

Christmas Poem by Alfred, Lord Tennyson
Read by Sir John Gielgud

ลั่นระฆังลาสิ่งเก่า เคาะระฆังรับสิ่งใหม่
หวังว่าใจดวงเดิมจะพาชีวิตเราข้ามผ่านหิมะหนาหนาวไปสู่ความอบอุ่นแห่งปีหน้า
Happy Another Year

The Truth Behind Christmas Dinner Table

December 26th, 2009
Share

วันคริสต์มาสผ่านไปแค่เพียงอาทิตย์แผ่วๆ แต่รู้สึกเหมือนมันผ่านมาแล้วราวปีกว่า

อย่างที่รู้กันว่าคริสต์มาสเป็นเทศกาลแห่งความสุขปลายปีของคนแถวนี้ แต่เท่าที่เห็นมาทุกปีเรากลับเห็นสีหน้าบางคนทุกข์ๆ กลุ้มๆ กับการตระเตรียมมื้อสำคัญ – มื้อใหญ่ เทศกาลแห่งความสุข ความอบอุ่นกลายเป็นฝันร้ายล่วงหน้าอยู่เป็นอาทิตย์ เพราะผู้คนตั้งใจอย่างยิ่งให้มันเป็น “มื้อพิเศษ” เลยเครียดมากกว่ามื้อปกติ รายการทำอาหารมื้อพิเศษอย่าง Christmas Dinner ของเหล่าเชฟชื่อดังฝั่งอังกฤษ ไม่ว่าเจมี่ / ไนเจลล่า / กอร์ดอน ฯ ทำรายการมื้อพิเศษนำเสนอวนฉายซ้ำเกือบทุกปี เพื่อช่วยคนที่กำลังเครียด สมองตัน คิดทำกินไม่ถูกให้มีทางออก คลี่คลายอาการฝันร้าย

ผู้คนแถวนี้ส่วนใหญ่อยากทำกินมื้อคริสต์มาสแบบพิเศษยิ่งใหญ่ เพราะปกติทำทำอาหารซ้ำๆ เมนูวนกินแบบขออิ่มไปวันๆ อยู่หลายมื้อต่ออาทิตย์ อาจจะเป็นเพราะทำกับข้าวไม่เก่ง ไม่ชอบกินอะไรหลากหลาย งานยุ่งมาก เวลาน้อย ฯลฯ พอถึงวันคริสต์มาสทั้งทีปีละหน จะให้มานั่งกินกับข้าวเมนูที่กินมาซ้ำซากทั้งปี – ผู้คนคงจะเศร้าใจหนัก บางทีเรามองๆ แล้วมีขำเทศกาล พลิกหนังสือตำราอาหาร เปิดดูรายการเตรียมทำอาหารคริสต์มาส เออนะ…ถ้ามันทุกข์นักกับเมนูวันนี้ ทำไมต้องไปมุ่งเตรียมเมนูภาคบังคับซะมากมาย อยากมีความสุขเฉลิมฉลอง แล้วแบกความทุกข์ด้วยการ “คิดหนัก” กับการสร้างความสุขกันไปทำไม แต่คนแถวนี้เกิดมากับประเพณีต้องกิน “มื้อใหญ่พิเศษ” ในวันคริสต์มาสเช่นนี้มานมนาน เหมือนเป็นมื้อศักดิ์สิทธิ์ต้องมีอาหารเมนูบังคับขึ้นโต๊ะ ไม่งั้นดูไม่ใช่ Christmas Dinner แท้ๆ บางคนคงเคยชินที่จะเครียดๆ ทุกข์ๆ สุขๆ วุ่นๆ ปีละครั้งในการเตรียมกินของเขาก็เป็นได้

ช่วงปีหลังๆ ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งทำเมนูกึ่งสำเร็จมาเสนอช่วยให้หลายครอบครัวทำกิน “มื้อพิเศษ” กันง่ายๆ คนแถวนี้ไม่ค่อยนิยมอบไก่งวงยัดไส้ที่หนัก 5-6 กิโลกรัมใช้เวลาอบราวครึ่งวัน กินกันไปทั้งอาทิตย์อยู่แล้ว เมนูคริสต์มาสเริ่มหลากหลาย ดัดแปลงไปตามยุคสมัย เวลา และความสามารถในการจับจ่าย แต่ความโกลาหลแห่งการจับจ่ายก็คงไม่วายยังวุ่นดีแท้ไม่แพ้ประเทศอื่นๆเขา คนซื้อของกินกันมากราวกับว่ากำลังจะเกิดสงคราม กลัวอาหารขาดแคลน คงเพราะมีวันหยุดยาวเลยต้องซื้อตุนแบบขอให้ของเหลือดีกว่าไม่พอกิน เทศกาลแห่งการกินกระหน่ำ อาจทำให้คนที่ไม่ค่อยจะมีกิน หิวโหยไส้กิ่วมากกว่าวันอื่นๆ ปีนี้ดูข่าวว่า ร้านอาหารบางแห่งทำโครงการ “ Free Christmas Dinner” คืนวันคริสต์มาสร้านอาหารจะทำไลน์บุฟเฟต์ให้คนจนๆ มากินฟรีๆ ถือเป็นการฉลองความสุขด้วย “การให้” อีกรูปแบบ – เป็นความคิดที่น่ารักมากๆ

ฝันร้ายในวันคริสต์มาสมันไม่จบแค่ความวุ่นวายเรื่องจะกินอะไรดี? หรือจะมีอะไรให้กินไหม? ประเพณีมื้อคริสต์มาสรวมญาติของครอบครัว อาจจะกลายเป็นฝันดี ฝันร้าย น่าเบื่อหน่าย ซ้ำซากตามมาอีก ภาพในโทรทัศน์ ตามใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อว่ามื้อนี้ดูอบอุ่น คนในครอบครัวร่วมกิน ร่วมแลกของขวัญยิ้มสุขซึ้งสุดใจ แต่นั่นไม่ใช่ภาพคริสต์มาส ดินเนอร์ของทุกครอบครัว -เสมอไป

หนัง A Nightmare before Christmas ของทิม เบอร์ตันออกฉายตามโทรทัศน์ช่วงนี้เสมอ เหมือนมาเตือนให้ผู้คนเตรียมตัวไปลุ้นฝันภาคครอบครัวใหญ่ถัดไป A Nightmare Before Christmas ภาคของจริงไม่ได้อยู่ที่การฉลองแบบครอบครัวเดี่ยว แต่มันจะอยู่ภาคฉลองรวมญาติครอบครัวใหญ่ เมื่องานฉลองจำนวนคนเยอะ เรื่องวุ่นๆ เลยแยะ บางปีอบอุ่นดี บางปีวุ่น บางปีหัวหมุน บางทีออกแนวมาคุๆ คริสต์มาสปีถัดๆ ไปสมาชิกครอบครัวบางคนอาจหายแว่บไปตั้งหลัก ไม่มีการฉลองรวมญาติก็มี ครอบครัวฝั่งนี้ของบ้านเรามีทุกรสชาติในเทศกาลคริสต์มาสในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา

งานฉลองเทศกาลคริสต์มาสแบบรวมญาติ บางปีเรารู้สึกเหมือนเป็นหน้าที่มากกว่าความอยากมาร่วมฉลองกัน สามปีก่อนครอบครัวหนุ่มที่บ้านไม่มีการฉลองคริสต์มาสร่วมกัน พี่ๆ น้องๆ ไปเล่นสกีกันช่วงคริสต์มาส บ้านเราไปเยี่ยมเพื่อนที่สวิสเซอร์แลนด์ ปู่-ย่าจองทริปชมคอนเสิร์ตคริสต์มาสที่เยอรมนี ก่อนหน้านั้นบางปีมาร่วมฉลองกันครบ บางปีมาไม่ครบ เหมือนความต้องการของลูกๆ ที่โตแล้วไม่ได้อยากมาร่วมฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวเสมอไป ยิ่งแต่งงานแล้วต้องไปฉลองสองครอบครัว บางปี-บางคนอยากไม่ฉลองอะไรทั้งนั้น อยากไปเที่ยว ไปฉลองกันสองต่อสอง หรือฉลองกันแค่ครอบครัวตัวเอง ก็แค่ตกลงกันง่ายๆ ต่างคนต่างไปมีความสุขช่วงคริสต์มาสลำพัง … ก็สุขดีเหมือนกัน

น้องชายคนเล็กของครอบครัวนี้เลิกฉลองเทศกาลคริสต์มาสมานานหลายปีแล้ว เขาไม่เคยบินกลับมาร่วมฉลอง เพราะเขาออกบวชอยู่ที่อังกฤษ นับถือศาสนาพุทธทำงานอยู่องค์กรพุทธที่ลอนดอน พ่อแม่และพี่ๆ ชินแล้วที่เขาจะไม่มาฉลองคริสต์มาสด้วย ครอบครัวนี้ค่อนข้างนับถือการตัดสินใจของลูกแต่ละคนอยู่มาก เราเองเป็นสะใภ้ ภาษาที่นี่เขาจะเรียกว่า koude kant (coldside ฝั่งเขยฝั่งสะใภ้) ฉลองก็ได้/ไม่ฉลองก็ดี (ไม่เหนื่อย) แต่ถ้าจะมารวมกัน ขอให้มาแบบอยากมาด้วยใจ อย่ามาแบบซังกะตายตามหน้าที่ นึกถึงใจปู่-ย่า เวลาเราแก่มั่งอาจจะได้รู้สึกถึงความจริงว่า ครอบครัว คือ สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต

ปีก่อนครอบครัวใหญ่ไม่ได้มีการนัดหมายว่าทุกคนจะมาฉลองร่วมกัน ครอบครัวเราบอกปู่-ย่าแค่ว่าจะไม่ไปไหน วันคริสต์มาสจะอยู่กินที่บ้าน วันที่ 26 เราจะย่างเป็ดไปฉลองด้วย ส่วนพี่น้องคนอื่นๆ บางคนส่งข่าวว่าจะไม่อยู่ จะไปเล่นสกี บางคนไม่ส่งข่าวเลยว่าจะยังไง มา/ไม่มา เราเลยตกลงกับปู่-ย่าว่า ยังไงครอบครัวเรามาละกัน ตอนเราไปถึง ยังไม่มืด ปู่เลยจัดโต๊ะเล็กๆ เตรียมไว้ทีแรก

ก่อนหน้าวันคริสต์มาสสองวัน ย่าโทรมาไม่ยอมพูดกับเรา แต่ขอพูดกับลูกชาย เรามารู้ความทีหลังว่าพี่ชายและน้องชายของหนุ่มที่บ้าน จู่ๆ ก็โทรมาว่าจะมาฉลองด้วย – ผิดคาด เพราะปกติพวกเขาจะไปเที่ยวกันเองช่วงนี้ ย่าเริ่มกังวล เพราะไม่ได้เตรียมการทำอาหารฉลองทั้งครอบครัว ย่าโทรมาเล่าว่า แกตัดสินใจบอกว่ามาฉลองได้ แต่ทุกคนต้องทำอาหารมาร่วม แกบอกหนุ่มที่บ้านว่าแกไม่อยากให้เรา (ผู้เขียนนี้) ต้องเป็นคนมานั่งทำอาหารอยู่คนเดียว แกอยากให้ทุกคนมาแบบมีความสุข ไม่ใช่จะต้องมีใครขลุกง่วนอยู่ในครัว เพื่อเตรียมของกินให้คน 19 คน – ลำพัง เราฟังเรื่องที่ย่าโทรมาแล้ว เรายิ้มเลย เข้าใจว่าทำไมแกไม่เล่ากับเราตรงๆ แผนการสอนย่าให้ปฏิวัติสำเร็จผล ก่อนงานฝันดี ฤา ฝันร้ายแห่งมื้อคริสต์มาสจะเริ่มขึ้น

เราเป็นคนไทย ใจดีจริง แต่ด้วยนิสัยตรงๆ ใครที่สมควรถูกรัก-จะรักตาย ใครไม่น่ารัก อย่าหวังให้แล ไปบริการ เราไม่สามารถเสแสร้งได้จริงๆ มันก็เป็นแบบนี้ ในงานเลี้ยงครอบครัวนี้ที่เห็นมาตลอด ย่าผู้เป็นคนที่ชอบบริการคนอื่นจะลุกเดินเสริฟอาหารเก็บจานอยู่ตลอด เรามองมานาน ลุกขึ้นช่วยเสมอๆ แต่ขัดเคืองนัยน์ตาสงสัยตามประสาคนไทย ทำไมปู่-ย่าที่สูงอายุกว่าต้องลุกบริการลูก-หลานเช่นนี้ นี่ไม่ใช่ร้านอาหาร นี่บ้าน นี่ครอบครัว หลายปีหลายงานเข้าชักทนดูเฉยๆไม่ไหว ผิดวิสัยฝืนความรู้สึกตัวเอง หลังจากงานเลี้ยงวันเกิดย่าเมื่อปีก่อน เราตัดสินใจบอกความจริงกับย่าว่า…

เราตั้งใจไม่ยกซุปไปให้พี่สะใภ้เราเองแหละ ไม่ใช่แม่เรียกแล้วทำเป็นไม่ได้ยิน ที่นี่บ้านครอบครัว เป็นลูก เป็นสะใภ้ แม่ไม่ต้องเสริฟใครอยู่ตลอด ทุกคนควรจะลุกขึ้นช่วยกันบ้าง เราเข้าใจว่าผู้ใหญ่เจ้าของบ้านอยากบริการความสุขลูกหลานทุกคน แต่ทำแล้วเหนื่อยไหม? ย่าบอกว่า … เหนื่อย แต่ทำยังไงได้ พอเขาไม่ลุกก็ต้องเสริฟให้ ย่าใจดีเกินไป เลยทนทำไม่เอ่ยปากเรื่อยมา

ปู่เลิกจัดงานเลี้ยงวันเกิดตัวเอง บอกว่าไม่อยากเหนื่อย แก่แล้วอยากฉลองง่ายๆ มีความสุขด้วยการไม่ฉลองอะไรเลย ย่าตัดสินใจบอกลูกๆ ทุกคนว่าใครอยากมาร่วมฉลองคริสต์มาสปีนี้ต้องทำอาหารมาด้วย นี่คือการปฏิวัติครั้งสำคัญของครอบครัว Helping hand Celebration ไม่รักกัน ไม่ต้องแสร้งมา … ไม่รักไม่ว่า แต่อย่าสงสาร (เกี่ยวกันดีไหมนี่?)

ใกล้ถึงวันคริสต์มาส เราถามย่าว่าทุกคนว่าอย่างไร ย่าเล่าว่าทุกคน – เงียบ ไม่มีข่าวใดๆ คืบหน้าส่งต่อมา นี่คือ คริสต์มาสแห่งการลุ้นว่า จะเป็นมื้อฝันดี ฤา ฝันร้าย

งานเฉลิมฉลองคริสต์มาสปีก่อนหน้าผ่านไป ได้นำเสนอภาพใหม่ๆ ในครอบครัว สมาชิกทุกคนมีความรู้สึกที่ดีกลับไป การบอกกล่าวสิ่งที่ตัวเองปรารถนาอาจจะทำให้เรื่องที่ไม่เคยสื่อถึงกัน เข้าใจกันได้มากขึ้น นี่คือการเฉลิมฉลองที่แท้จริง ไม่ต้องยิ่งใหญ่ แต่มาจากใจที่อยากมีความสุขร่วมกัน ไม่ควรมีใครเหนื่อยสาหัสเพื่อให้ใครไหนอื่นสุขมากที่สุด เมื่อทุกคนช่วยกันงานเฉลิมฉลองจึงสมบูรณ์ เพราะทุกคนได้สุขร่วมกันอย่างแท้จริง

ถึงเวลานัดหมาย ลูกๆ ต่างทยอยกันมาพร้อมอาหาร แต่ละคนทำอาหารที่ตัวเองคิดว่าอร่อย แม้กระทั่งน้องสาวที่ว่าจะไปเล่นสกี เธอก็ยกเลิกแผนการมาร่วมฉลองด้วย ปู่ต้องหาโต๊ะมาต่อยาวเหยียดรองรับคน 19 คน จากที่คิดว่าจะฉลองกันแค่ 7 คนกับครอบครัวเรา งานฉลองวันนั้นไม่มีใครเหนื่อยอยู่ในครัวลำพัง ท่าทางมันจะจบลงด้วยบรรยากาศคริสต์มาส-ฝันดี : )

ปู่เริ่มลงมือทำสตาร์เตอร์ประเพณี ทุกปีปู่จะได้สโมค ซัลม่อนเป็นของขวัญจากคู่ค้าธุรกิจเก่าๆ ปู่จะเอามาทำออร์เดิฟง่ายๆ สไตล์ปู่ สโมค ซัลม่อนคุณภาพดี (ของฟรี) กินกับขนมปังกรอบ สลัด แกล้มด้วยฮอร์ชราดิช (รสเผ็ดคล้ายๆวาซาบิ) รวมญาติรอบโต๊ะคริสต์มาสคืนฝันดี หลานๆ รุ่นๆ ของหวานที่ครอบครัวพี่ชายคนโตหอบมาเซอร์ไพรซ์เด็กๆ ลูกสาวคนเล็กของครอบครัวพี่ชายเริ่มทำงานพิเศษ ได้เครื่องทำชอคโกแลต ฟองดูว์น้ำพุในกล่องของขวัญจากที่ทำงาน เลยอาสาเตรียมของหวานของเธอมาร่วมด้วย นี่คือปาฏิหาริย์ที่มีจริง

ความสุขร่วมกันอยู่ตรงที่ได้ช่วยกัน เพื่อกินร่วมกัน รอยยิ้มแห่งความสุขส่งตรงมาจากข้างในไม่ใช่ยิ้มกันแกนๆเป็นพิธี คนให้มีความสุขเท่าๆกับคนที่ได้รับ ภาพการเฉลิมฉลองแบบนี้ที่เราชอบมากกว่า – ภาพสมาชิกครอบครัวนั่งคอแข็งครบหัว ยิ้มแกนๆ บรรยากาศที่สุขจากข้างใน อาจทำให้คอเราอ่อนลงและยิ้มสวยขึ้นโดยไม่รู้ตัวเอง

จบภาคอาหาร เด็กๆ มีเซอร์ไพรส์ ขึ้นไปซุ่มกันข้างบนช่วงพักกิน แล้วมาบอกว่ามีการแสดงละครคริสต์มาส – ซ้อมกันสดๆ เป็นงานฉลองที่ทุกคนได้สนุกร่วมกัน ช่วยกันสร้างวันนี้ให้มีความสุข ไม่ว่าตัวเล็กหรือตัวโต ปู่เปิดกรุไวน์แดงไวน์ขาวเลี้ยงหลายขวด ช่วงที่เราแอบสะดุ้ง ตกใจคาดไม่ถึง คือ ตอนที่พี่สะใภ้ – คนที่ไม่ค่อยลุกเสริฟตัวเองและใครๆมาแต่ไหนแต่ไร ลุกขึ้นเดินรินไวน์รอบโต๊ะ จนมาถึงเรา ผู้ไม่กินไวน์ที่มี Lกฮ เราเลยบอกขอบคุณ สักพักพี่สะใภ้กลับมาพร้อมขวดไวน์ Lกฮ free อะฮ่า — พี่สะใภ้รินไวน์ให้เราด้วยนี่นะ จู่ๆ ทุกคนเปี่ยนไป๋ – ไฉนนี่

เมื่อถึงเวลา (หรือเริ่มแก่ตัวลง) อาการคอแข็ง ช่างทิฐิของแต่ละคนก็คลายตัวลง เริ่มเข้าใจว่าครอบครัวคือความสัมพันธ์ที่ยังมีค่าที่สุดในชีวิต อย่ารอให้ถึงวันที่ครอบครัวไม่สมบูรณ์ แล้วจึงระลึกถึงกัน เราไม่จำเป็นต้องสร้างภาพว่ารักกันมาก แค่รู้จักดูแลกันและกันอย่างที่ควรจะเป็น…ก็พอแล้ว เราไม่อาจคาดหวังสิ่งใดจากคนอื่นได้ จัดการคนอื่นไม่ได้ แต่เราจัดการและคาดหวังตัวเราเองได้

จบบันทึกคริสต์มาสดินเนอร์ ปี 2008

คริสต์มาส ดินเนอร์ปีนี้ ปู่รีบออกตัวว่าจะไม่จัดรวมญาติอะไร แต่ใครจะแวะมากินกาแฟ กินขนมฉลองด้วยกันได้ เวลาตามสะดวก แต่ไม่จำเป็นต้องกินมื้อค่ำด้วยกัน ลูกชายคนโตเดินย่ำหิมะมาบอกว่าจัดๆ พ่อไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวเขาจัดการเอง แล้วมื้อคริสต์มาสปี 2009 ก็ลงเอยด้วยความสุขยิ่งขึ้นกว่าปีก่อน ไม่เพียงแค่ลูกๆ ทุกคนมาร่วมฉลองกันครบ (ขาดแค่หลานฝั่งเย็น 3 คนที่ต้องไปฉลองครอบครัวแม่อีกฝั่ง) อาหารสมบูรณ์เตรียมมาเสร็จ ไม่มีใครเหนื่อยสาหัสหนักกว่าใคร ระหว่างค่ำคืน ณ โต๊ะคริสต์มาสครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน เราได้ยินเสียงหัวเราะ หยอกเย้า พูดคุยด้วยน้ำเสียงสบายๆ สัมผัสถึงความสุขกระจายรายรอบโต๊ะมากกว่าปีก่อน

สวัสดี เมอร์รี่คริสต์มาส ขอให้ทุกครอบครัวมีความสุขเล็กๆ เสมอไป-ทุกๆปี

Happy New Track 2009-2010

December 24th, 2009
Share

โดยไม่คาดหมายปลายปี วงการดนตรีที่ติดตามดูอยู่ห่างๆ มีของขวัญซิงเกิลงามๆ มาฝากเราอยู่หลายเพลง กลายเป็นความสุขออนไลน์ที่ไม่ต้องวิ่งวุ่นลุยหิมะหนาวๆ ออกไปจับจ่าย อินเตอร์เน็ตมีขุมทรัพย์เซอร์ไพร์ซรายวันให้เราเก็บเกี่ยวมานั่งปลื้มอมยิ้มเป็นรางวัล “ให้เปล่า” ที่มีค่าทางจิตใจแบบนี้เอง

ข่าวดนตรีอันสะใจที่สุดแห่งปี 2009 จนนึกอยากออกไปร่วมกระโดด “กรี๊ด” กับชัยชนะของศิลปินและกลุ่มคนรักดนตรี คือ การช่วงชิงอันดับ 1 ของชาร์ตเพลงคริสต์มาสในอังกฤษและไอร์แลนด์ ใครอื่นที่ไม่ใช่คอเพลงรักศิลปินราวญาติในครอบครัวเหมือนเรา คงไม่เข้าใจว่า การรณรงค์แคมเปญปฏิวัติการขึ้นชาร์ตเพลงนั้น มันส่งผลอะไรบ้างต่อศิลปินและวงการเพลง นอกเหนือไปกว่านั้น มันได้เปิดตาผู้คนอีกมากมายว่า วงการเพลงกำลังเดินหน้าไปสู่ยุค “นักปั่น” กันมานานแค่ไหน เพลงที่ขึ้นชาร์ตอันดับ 1 พรึ่บๆ มาตลอดปี ทำไมมีแต่เพลงป็อปทำนองเดียวซ้ำซาก เพลงหลากหลายรสชาติ เพลงร็อค-เพลงป็อปดีๆ เพลงเนื้อหางามๆ ห่างหายไปจากการได้ยินจากรายการวิทยุ

ข้อสงสัยนี้ ทำให้ศิลปินวงหนึ่งออกมาทำแคมเปญช่วงชิงอันดับเพลงช่วงคริสต์มาส ตั้งเป้าว่าจะต้องครองอันดับที่ 1 ตัดหน้าศิลปิน X Factor ที่จองอันดับ 1 ของเพลงฝั่งอังกฤษ – อเมริกามาติดๆ กันหลายปี

ใครสนใจอยากอ่านข่าวนี้ละเอียด ตามไปอ่านกันต่อได้ที่   Rage Against The Machine News On BBC  หรืออยากทำความรู้จักวง rage_against_the_machine มากขึ้น ก็คลิกชื่อวงได้เลย
 
ในช่วง 12 วันก่อนคริสต์มาส ตื่นเช้าทุกวัน เราจะกดปุ่มเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ คลิกลิงค์ url ของวงดนตรีวงโปรด เพื่อเข้าไปแกะกล่องของขวัญรายวันที่ทางวงนำมาเซอร์ไพร์ส “ทรูแฟน” อย่างเราๆ 12 วันติดกันที่ทำเอาเราตื่นเต้น แอนด์ แอคดิ๊ก กับการล่อลวงให้เราดีใจว่า สุดท้ายวงแสนโปรดของเราจะเอาซิงเกิ้ลใหม่ที่สัญญิงสัญญามาแปะให้ชิมเสียงดนตรีที่คิดถึงบ้างไหม?

แล้วในวันที่สี่ หลังจากที่มีการบ่นระงมกับความไม่เซอร์ไพร์ส เราก็ได้ลิงค์เพลงอวยพรเทศกาลคริสต์มาส I am a little snowflake ในช่วงวันที่หิมะกองท่วมบ้านเราอย่างหนัก เป็นความสุขล้นเหลือในการหมกตัวอยู่ในบ้าน แล้วได้รับของขวัญเช่นนี้ โดยเฉพาะจากศิลปินที่คุณรักและภักดี (ฮ่าฮ่า)

แต่เท่านั้นยังไม่จบดี ยังเหลืออีก 8 วันในการแกะกล่องของขวัญบนเว็บ เหมือนค่อยละลายใจแฟนผู้รอผลงานอย่างกระหาย ศิลปินใจร้ายแต่งเพลงไม่ยอมจบ ไม่ยอมออกงานใหม่ ไม่อัดเสียงให้เสร็จสิ้น อัลบั้มใหม่ไม่เสร็จเสียที เลยมีลูกปลอบใจด้วยแทร็คพิเศษตามเทศกาล เปิดกล่องวันที่ 9 เราได้เพลงใหม่มาฟังกันอีกเพลง (คลิกฟังเพลง) Baby Jesus by Kula Shaker อ่านเนื้อเพลงเขาเล่นๆ ดูก่อนว่า เบบี้ จีซัสนั้นทันสมัยตั้งแต่เกิดเลยเชียวนะ

“Baby Jesus”

“It has been said before that Christmas these days is less a time for spiritual thanksgving but more and more to do with GSMs, PSPs, and LCD televisions. Christmas is a magical time of year so let us remember its true meaning and spare a throught for the little baby Jesus…”

Spare a thought for the baby Jesus
He became a real cool man
He turned water to wine, brought dead men to life
A good man was he
He probably drank tea
Jesus! On our Xmas Day!
Jesus! On our Xmas Day!

“Jesus was like way cool, totally radical he was. He wasn’t interested in money or pleadings or having lots of followers. He helped people at the very bottom of society, like musicians. He told us to love one another, and if he went to a party he would turn all the water into wine. That must’ve been really cool!”

“And the star did guide the wise men across many a strange land. And the shepherds did look on in great wonderment as Father Christmas arrived at the manger, tears in his eyes. And they said unto themsleves “Wow! This Jesus is a really cool guy” (Don’t Forget The Baby Jesus)

เมื่อครบวันที่สิบสอง … วันคริสต์มาสอีฟ วงดนตรีแสนรักแสนกั๊กก็ทำเอาแฟนเพลงยิ้มแฉ่ง เมื่อปิดท้าย Merry Christmas ด้วยซิงเกิ้ลเพลงใหม่ที่จะบรรจุอยู่ในอัลบั้มที่พวเรารอคอย เราไม่เคยติดตามวงดนตรีใดใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อน นี่เป็นปีแรกที่บังเอิญเข้าไปร่วมขบวนการแกะของขวัญ 12 วันกับเขา นับเป็นความสนุกสนานอันแช่มชื่น ตื่นขึ้นมาแล้วเหมือนโลกมีความรื่นรมย์มามอบให้ทุกวัน 

ช่วงวันหยุดสองอาทิตย์ปลายปีจะหมดจบลงอีกไม่นาน ไม่อยากให้เทศกาลและบรรยากาศคริสต์มาส-ปีใหม่ผ่านไปเร็วเช่นนี้เลย เพราะความสนุกสนาน รื่นเริง บันเทิงใจ จะเข้าสู่ภาวะชีวิตจริง ที่ต่างคนต่างต้องกลับไปงานการเป้าหมายชีวิตรายวัน งานเลี้ยงย่อมมีเลิกรา เทศกาลย่อมมีวันผ่านไป แล้วเมื่อไหร่ศิลปินของเราจะออกอัลบั้มใหม่เสียที

… อย่าให้ต้องรอถึงเทศกาลครั้งหน้าเลยนะ  ตลอดปีเราคงแห้งเหี่ยวตาย ไม่มีของขวัญให้ย่องมาแกะกล่องอีกนานปี

Everybody’s gotta learn sometimes

October 28th, 2009
Share

Everybody’s gotta learn sometimes — This is a good rip-off version form Beck (original song from The Korgis).