Shareทุกๆปีเราจะได้รับสมุดพกของเด็กๆ ก่อนโรงเรียนปิดเทอมสองอาทิตย์ (ราวๆช่วงกลางเดือนมิถุนายน) เพื่อมาอ่านเอาความล่วงหน้า ก่อนที่จะต้องไปนั่งคุยรายตัวราว 10 นาทีกับครูประจำชั้นเกี่ยวกับ “สมุดพก” ของเด็กสามคนที่ได้อ่าน
โรงเรียนที่แดนกังหันส่วนใหญ่จะมีการยื่น “สมุดพก” รายงานผลการเรียนและความประพฤติของนักเรียนให้ผู้ปกครองรับทราบปีการศึกษาละ 2 ครั้ง ครั้งแรกเดือนกุมภาพันธ์ – รายงานชีวิตในโรงเรียนของเด็กๆ ช่วงครึ่งปีการศึกษาแรก ครั้งที่สองเป็นผลสรุปภาคจบชั้นปีการศึกษา
ปีการศึกษาของแดนกังหันนั้นเริ่มต้นช่วงเดือนกันยายน ปิดฤดูการศึกษาราวๆต้นเดือนกรกฎาคม (แต่ละปี แต่ละภาคถิ่นฐานยังปิดช่วงเหลื่อมเวลาต่างกันนิดหน่อย เพื่อกันเรื่องจราจรติดขัด) โรงเรียนย่านยุโรปส่วนใหญ่จะปิดภาคเรียนฤดูร้อนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมยาวไปจนถึงเดือนสิงหาคมเป็นเวลา 6 สัปดาห์
Share วันหนึ่งตอนปิดเทอมต้นปีเดือนกุมภาพันธ์ของเด็กๆ พวกเราจับรถไฟเข้าไปยังเมืองหลวงอัมสเตอร์ดัมเพื่อใช้เวลาครึ่งค่อนวันในห้องสมุดแห่งใหม่ทันสมัย ใหญ่โต เรียงรายไปด้วยหนังสือน่าอ่านมากมายและเครื่อง iMAC เต็มไปหมด
ห้องสมุดอัมสเตอร์ดัมจัดสร้างมาครบ 90 ปีแล้วในปี 2009 ตึกห้องสมุดแห่งแรกเปิดให้ใช้งานเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1919 ตรง Keizersgracht และมีการขยายสาขาห้องสมุดย่อยเพิ่มมากขึ้นกระจายอยู่ทั่วเมือง จากปี 1928 จำนวน 5 สาขา ปี 1948 จำนวน 10 สาขา ปี 1964 จำนวน 19 สาขา จนกระทั่งถึงปี 1988 ขยายเพิ่มมาเป็นจำนวน 28 สาขา ซึ่งเป็นจำนวนห้องสมุดในอัมสเตอร์ดัมล่าสุดมาจนถึงปัจจุบันนี้
ตึกห้องสมุดกลางแห่งใหม่นี้สร้างเสร็จและเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้เป็นครั้งแรกตามฤกษ์ดี เมื่อวันที่ 07-07-07 นับเป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเนเธอร์แลนด์ ณ ปัจจุบันนี้ ใช้งบในการสร้าง 80 ล้านยูโร (ก่อนหน้านี้ห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่เมืองร็อตเตอร์ดัม) เดินทางไปใช้บริการสะดวกมาก เพราะตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟกลางเมืองอัมสเตอร์ดัม เมื่อออกจากตึกสถานีแล้วเลี้ยวซ้ายเดินไปราว 500 เมตร ก็จะเจอตึกออกแบบทันสมัยตั้งอยู่ตรง Oosterdokseiland
ห้องสมุดแสนใหญ่แสนหรูนี้เปิดทำการทุกวันตั้งแต่ 10.00 น - 22.00 น. [...]
Shareฤดูหนาวมาเยือนแล้วจริงๆ อุ่นอิงเตาผิงอยู่ในบ้าน จิบโกโก้ร้อนๆ และนอนอ่านหนังสือเป็นวันอาทิตย์ที่แม่แสนเกียจคร้าน รีดผ้าหมดบ้านแล้ว นั่งแหมะข้างๆ
เด็กบางคนที่กำลังบันทึกจินตนาการ ในระหว่างที่พี่ๆ ออกไปเล่นปาหิมะ เจ้าตัวเล็กทนหนาวได้ไม่นาน วิ่งกลับมาอิงความอุ่นในบ้าน วาดรูปเล่นอย่างสุขสงบดีกว่าเอย
Share
เม่นน้อยเกาลัด
สมัยเด็กๆ จำได้ไหม เรามักจะเก็บอะไรในป่า ในทุ่งมาประดิษฐ์อะไรเล่นกัน ของเล่นพลาสติกสมัยเราเด็กๆ เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย ส่วนใหญ่พ่อแม่ซื้อแต่ไม้ปิงปอง ไม้แบดมินตัน เกมเศรษฐีให้เล่มหมู่ แบบเล่นกันได้ทั้งครอบครัว เด็กสมัยนี้เขาเล่น Nintendo DS เด็กบ้านเราก็มีนะ ตัวโตเอาไว้หัดเรียนเลขด้วย เราก็ซื้อของเล่นให้เขาแบบตามกำลัง ตามโอกาสเหมาะ ส่วนใหญ่จะซื้อของเล่นแพงๆ ให้ เมื่อเขาสอบผ่าน เช่น สอบว่ายน้ำผ่าน ไม่ตึง ไม่หย่อน เล่นทั้งแบบโบราณและล้ำสมัยคละกันไป เด็กยุคนี้โตไม่เหมือนยุคเรา พ่อแม่ต้องเข้าใจ ถ้าสอนลูกให้รู้จักทั้งสองโลกที่เชื่อมต่อถึงกันได้ เขาจะรู้จักเลือกของเขาเอง … หวังไว้
ของบางอย่างกินไม่ได้ แต่มีเท่ มีเก๋ ด้วยโครงสร้างธรรมชาติของมัน ถ้าเรารู้จักมองความเท่ของธรรมชาติสิ่งนั้นเจอ
Share
เราไปเดินป่าใบไม้ร่วงใกล้บ้านเกือบทุกๆ สองวัน ช่วงที่อากาศดีๆ คนมีหมาต้องเอาหมาไปปล่อยวิ่งที่กว้างๆ คนมีลูกก็เช่นกัน ต้องเอาเด็กไปปล่อยพลัง โชคดีที่เรามีป่าใกล้บ้าน เดินไปเยี่ยมหาพักพิงบรรยากาศป่าเปลี่ยนฤดูได้เสมอๆ
Shareเพื่อนสนิทแม่โทรทางไกลมาหา สมมุติว่าชื่อ ต.ต. แม่คุยโทรศัพท์ติดพันกับเพื่อนอยู่นาน ตุ่นเลยทำการมาขอจุ้น
ตุ่น – Ik wil ook kletsen (พูดมั่ง พูดมั่ง)
แม่ – อ๊ะ นี่แม่พูดภาษาไทยนะ ไหนพูดสวัสดีน้า ต.ต. ก่อน
ตุ่น – ฮาลโหล …ต.ต. (เสียงหวานยานคาง)
หลังจากนั้นยืนกำโทรศัพท์ซะเงียบฉี่ เอาแต่พยักหน้าหงึกหงักแล้วส่งหูคืนให้แม่ ประเดี๋ยวมากระแซะจะขอพูดอีก (สงสัยแม่คุยนานไป)
แม่ – จะไปไทยแลนด์ ก็ต้องพูดภาษาไทยรู้ไหม
ตุ่น – งั้นเราไปประเทศอื่นกันเถอะ…แม่ (ตอบมาเป็นดัทช์ซะงั้น)
Share
บางวัน (วันที่เราอารมณ์ดีๆ) บางตอที่บ้านชอบวิ่งเอาหัวมามุดในเสื้อแม่ แล้วเล่นเกม “กลับเข้าไปอยู่ในท้องใหม่” ให้แม่ออกแรงเบ่งคลอดพรวดออกมาอีกทีจากเสื้อยืด บางวันตัวไหนดื้อแม่ก็จับหัวไอ้ตัวยุ่งกดยัดเข้าไปในเสื้อ-คลุมไว้เป็นไอ้โม่งสักอึดใจ แอบเปิ๊ดกะโหลกเบาๆ แล้วบ่นว่า “จงกลับเข้าไปอยู่ในท้องใหม่ ไม่ต้องออกมาเพ่นพ่าน ยุ่งนัก”
อยู่มาวันหนึ่ง (วันที่เราอารมณ์ดี) สามตอล้อมวงตั้งปุจฉา แล้ววิสัชชนากันเองเรื่อง “เราเข้าไปอยู่ในท้องแม่ได้อย่างไร?” แม่นั่งฟังยิ้มๆถามลุ้นๆ “เออ … เข้ามาอยู่ได้ยังไงล่ะ” ตอแรกกับตอที่สองช่วยกันคิดหนัก ก่อนที่จะเริ่มเล่ามาด้วยมาด “หนูฉลาดนะจ๊ะ แม่” – ธ่อๆ
Shareพอย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วงผ่านเรื่อยมาสู่ฤดูหนาวปลายปีทีไร บรรยากาศมืดๆ รอบตัวมันพาให้เบื่อชีวิตชอบกล ตอนสมัยสาวๆ ไม่ได้รู้สึกและมีอาการแบบนี้มากนัก อาจจะเป็นเพราะชีวิตช่วงนั้นวุ่นๆไม่ค่อยหยุดนิ่ง ไม่มีเวลามานั่งทอดหุ่ยถึงความสัมพันธ์ของชีวิตกับเวลาที่ผ่านไปผ่านไปในแต่ละปี เพิ่งสังเกตได้เมื่อสองสามปีที่ผ่านมานี่เองว่าตัวเองชอบเกิดอาการซอมบี้ (somber) ซ้ำซากในช่วงสามสี่เดือนปลายปีนี้บ่อยๆ อาการซอมบี้งี่เง่า ผีเข้าผีออกบอกไม่ถูก คล้ายๆเบื่อชีวิตปัจจุบัน (วันมืดๆ) อยากกลับไปหาวันเก่าๆ (ที่สว่างไสวในความทรงจำ) คิดไปเรื่องอื่น เรื่องความฝันที่ยังมาไม่ถึง หรืออาจจะมาไม่ถึงเลย แล้วก็น่าแปลกจริงๆ พอเดือนธันวาคมผ่านข้ามไปสู่เดือนมกราคมปีใหม่ ไอ้อาการซอมบี้นี้ก็หายไป จางไป เลือนไปเหมือนไม่เคยรู้จักสัมผัสกันมาก่อน มันแค่ย้อนวนกลับมากวนใจสร้างอาการซอมบี้รอบใหม่ให้รู้สึกอีกตอนช่วงปลายปี-ทุกๆปีไปเท่านั้นเอง
Shareสำนวนภาษาไม่ได้บอกกิริยามารยาทได้เที่ยงตรงเสมอไป ดังนั้นฉันจึงภูมิใจบอกกล่าวต่อใครๆ ไว้ล่วงหน้าเสมอ กันความเข้าใจผิดพลาดที่ว่า (คนอย่าง) ฉันจะเข้าข่ายแม่ดีเด่นประเสริฐเลิศ รักลูกคะลูกขาปานดวงใจ น้องมัช น้องซัม น้องอัน น้องนั่นน้องนี่ แม่อย่างฉันไม่เคยเรียกนำหน้าชื่อลูก ด้วยลูกที่เคยนอนเป็นทารกอยู่ข้างๆ ไส้ตัวฉันเองนั้น ไม่ควรนับญาติว่าเป็นน้อง เพราะลูกๆไม่ได้คลานออกมาจากท้องแม่เดียวกันกับฉัน จะมาเรียกน้องนำหน้าลูกทำไมกัน (มันจั๊กกะจี๋ริมฝีปากยุ่บๆ) เทคนิคการขานเรียกลูกให้ได้ผล เราไม่ควรผสมโทนเสียงใส่น้ำหวาน แม่ที่เคยแอบเรียน ร.ด. แค่เอ่ยลั่นๆว่า “ไอ้มัช ไอ้ซัม ไอ้อัน…มากินข้าวววว!” น้ำเสียงเน้นหนักศักดิ์สิทธิ์ได้ผล (เกือบ) ทุกครั้ง เด็กๆ (บ้านนี้) จะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างวิ่งจู๊ดมานั่งโต๊ะกินข้าวเร็วกว่าวาจาเรียกเจื้อยๆ ว่า “น้องมัช น้องซัม และน้องอันจ๋า มากินข้าวเร็วไวจ้ะลูก” (เธอๆ ไม่มาหรอกฮ่ะ)
Share
หลายคนมักจะบอกฉันอย่างให้ความหวังอันสดใสว่า “เดี๋ยวลูกๆไปโรงเรียนกันหมดก็สบายแล้ว” มันก็สบายจริงๆ น่ะ…นะคะ แต่ไม่ทั้งหมดหรอก เพราะในช่วงที่ลูกไปโรงเรียนนั้น ฉันก็ยังมีงานท่วมท้นให้ทำ ทั้งงานบ้าน งานราษฎร์ และงานแส่ที่จะทำเอง…อยู่ร่ำไป
และเอาเข้าจริงๆ เวลาที่ลูกไปโรงเรียนตั้งแต่ช่วง 8.30 – 14.30 นั้น มันวูบเดียวจริงๆ เราตื่นกันก่อนเจ็ดโมงเช้า ตาลีตาเหลือกจัดแต่งตัว ล้างหน้าถูฟัน กินอาหารเช้า เตรียมกล่องอาหารว่างอาหารกลางวัน แล้วช่วยหุ้มห่อเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ ถุงมือถุงตีนแน่นหนากันไม่ให้ลมหนาวล่วงล้ำเข้ามาระคายผิวจนหนาวสั่นและแตกระแหง เสร็จแล้วก็เร่งลำเลียงต้อนเธอๆ ขึ้นรถเบาะหลังเรียงหน้าจับมัดเก้าอี้เด็ก แล้วบึ่งไปโยนโครมลงที่ชั้นเรียนทีละคน กลับมาบ้านก็มีงานรออยู่สูงท่วมหัว เดินไปเดินมา ทำไปทีละอย่างถึงสิบอย่าง นาฬิกามันก็เคลื่อนไปเรื่อยไปไว ยังไม่ทันได้แหงนคอมองหาจิ้งจกดีดหางแปะๆ บนเพดานบ้านเจอสักตัว ก็ต้องบึ่งไปรับคุณเธอๆ กลับบ้านมาอีกแล้ว