Posts Tagged ‘opinion’

The Choice of Brave New World

Tuesday, November 4th, 2008
Share

 

วันนี้แล้วที่เราจะได้ฟังข่าวดีหรือข่าวร้าย รอคอยกันมากี่ปีกับความเปลี่ยนแปลง…

โลกจะเปลี่ยนไหม? ต้องนั่งคอยลุ้นกันไป ผู้นำอภิมหาประเทศที่จะมีผลกระทบต่อสังคมโลกใน 4 ปีข้างหน้า ขอให้อย่าฝันสลายเหมือน 8 ปีที่ผ่านมา โลกย่ำแย่ลงไปเยอะแล้ว สังคมโลกวิกฤติและเปลี่ยนไปเยอะมาก (ในทางที่แย่) นับจากเหตุการณ์ 9-11

(more…)

Into The Forest # 2

Monday, November 3rd, 2008
Share
Into The Forest ตอน 1 เล่าถึงป่าที่เมืองไทยไปเยอะแล้ว ขอเมามันอีกสักตอน เดี๋ยวอารมณ์คนวัยทอง(เริ่มจะเหลือง) ค้าง : ) เปลี่ยนวิวมาเล่าประสบการณ์เดินป่าที่ต่างแดนบ้าง (ใช่ว่าจะเดินมาเยอะ) 

 

ตั้งใจข้ามฝั่งขวานไปพังงาเพื่อไปปล่อยเต่าทะเลโดยเฉพาะ พอดีที่ท้ายเหมืองช่วงนั้นเต่าทะเลจะมาวางไข่ ไม่เคยลงไปช่วงนี้เลยสักครา โอกาสมาถึงแล้วเราต้องฉวยคว้าไว้ ไปนั่งที่ชายหาดในความมืดเฝ้ารังไข่เต่า ตรงตำแหน่งที่เจ้าหน้าที่ศูนย์เพาะเต่าทะเลท้ายเหมืองมาบอกไว้ เจ้าหน้าที่บอกว่าวันที่พระจันทร์เต็มดวง เต่าน้อยจะฟักไข่ออกมา น่ารักไหมล่ะ … ธรรมชาติสัตว์ก็มีโมงยามการเกิดของมัน เป็นคืนหนึ่งในชีวิตที่นั่งๆเกลือกๆ อยู่บนชายหาดค่อนคืนอย่างมีความสุขที่สุด อารมณ์ตื่นเต้นคล้ายรอวันครบกำหนดคลอดลูกตัวเองกระไรเช่นนั้น

ลาหาดท้ายเหมืองด้วยการไปร่วมกับชาวบ้านทำพิธีปล่อยลูกเต่าแรกเกิดลงทะเล แล้วนั่งรถส้มเลียบชายฝั่งอันดามันต่อมาที่เขาสก – ป่าสุดท้ายที่หวังใจมาลา ป่าภาคใต้เนี่ยเราว่ามันมีความหลากหลายที่น่าทึ่งมาก เราไม่มีโอกาสได้สัมผัสเยอะเลยตั้งใจมาลา ป่าโซนใต้สวยแบบดุๆ โหดๆ ทั้งพืชทั้งสัตว์ทั้งนกแปลกๆ ป่าชื้นๆ เดินแล้วจะรู้สึกชุ่มฉ่ำ แต่สภาพป่าดูอันตรายน่าสะพรึงระวังมากกว่าป่าภาคเหนือ ใครสติไม่ค่อยอยู่กับตัวไม่ควรไปเดิน เราตั้งใจไปนอนที่เขาสก เพราะเราอยากเดินเข้าไปหา “บัวผุด” บัวบนดินดอกยักษ์ที่สวยมาก ถ้าใครได้เจอตอนดอกตูมๆ สวยใช้ได้ดี แม้ไม่สวยที่สุด ถ้าโชคดีไปเจอตอนมันบานๆ กำลังจะเน่า ขอให้อุดจมูกดีๆ เพราะกลิ่นมันเหม็นมาก ถึงมากที่สุด

คืนหนึ่งที่เขาสก ณ เกสต์เฮ้าส์จำแลงไร่กาแฟของชาวบ้านย่านนั้น มีชาวต่างชาติมากมายมาพัก เราเดินทางกับเพื่อนสาวร่วมงานคนสนิทที่เป็นชาวแคนาเดี่ยน นั่งล้อมยามค่ำไร้แสงสี มีหนุ่มดัทช์คนหนึ่งมาร่วมวงคุย พอเขารู้ว่าเรากำลังจะย้ายมาอยู่แดนกังหัน เขาถามย้ำเราสั้นว่าๆ “ยูคิดยังไง จะย้ายจากแผ่นดินที่ป่าและธรรมชาติสวยงามแบบนี้” ตอบเขาไม่ออกเลย อยากเอาหัวโขกโต๊ะตรงหน้า อย่ามาตอกย้ำชีวิต – มันเศร้าอะสิ โปรดอย่าถามกัน

แม่นแล้ว … ความทรงจำสวยงามเกี่ยวกับการเดินป่าทั้งหมดของเราอยู่ที่ป่าโซนร้อนชื้นเมืองไทยทั้งสิ้น ได้เดินป่าต่างแดนกี่แคว้นกี่ประเทศ ขอเอาหัวแข็งๆ โขกข้างฝายันว่าอารมณ์มันเทียบกันไม่ได้จริงๆ ทั้งพืชพันธุ์ ทั้งร่องรอยสัตว์ป่า ทั้งไม้ดอกไม้ผล นก แมลง ผีเสื้อ อูย … สารพัดมรดกโลก (ใครอยากดูผีเสื้อสวยๆ แนะให้ไปนอนที่ทุ่งใหญ่นเรศวร ใกล้ธารแหล่งหนึ่งที่ผีเสื้อเยอะมาก ตื่นเช้ามา ย่องไปฉี่ข้างลำธาร แล้วนั่งแหมะข้างลำธาร ผีเสื้อได้กลิ่นยูรีนมันบินว่อนมาทั้งฝูงเลย …)

ป่าเมืองหนาวที่เราเคยเดินมาบ้างจะมีลักษณะที่ดิบชื้นน้อยกว่า หนักไปทางเย็นเยือกหรือแล้งๆ เส้นทางเดินป่าแถวนี้ส่วนใหญ่จะได้รับการปรังปรุงแล้ว เส้นทางดิบๆ ที่เป็นสีสันความลำบากของการเดินป่าจะน้อยลง ป่าเดินง่ายดีทำให้เรามีเวลาทอดน่องชมรายละเอียดป่า หยุดถ่ายรูป เดินนานกี่ชั่วโมงก็ไม่เหนื่อยหอบ สัจธรรมแห่งการเดินป่าลิ้นห้อยซี่โครงหอบแบบป่าเมืองไทยเกิดขึ้นน้อยมาก … เราไม่ชินแฮะ เราว่ามันเดินสบายไป

ตอนที่เราจะย้ายมาอยู่โซนหนาว เราลาออกจากงานแล้วฉลองชีวิตด้วยการออกเดินทางลาป่าเขาที่เมืองไทย เพราะไม่รู้โอกาสหน้าเมื่อไหร่จะมีเวลามาเดินป่าสุขสำราญระทมทุกข์อีก วัยจะสูงขึ้น เวลาในชีวิตจะเหลือน้อยลง เฮ้อ…เศร้า ฮึๆ

พอลาออกจากงานปุ๊บ วางเส้นทางเดินทางลงใต้ 10 วันนั่งสปรินเตอร์ (ครั้งแรกและครั้งเดียว – เข็ดจริงๆ ขอตู้นอนแบบเดิม) ไปลงสถานีสุราษฎร์ฯ ก่อนเดินป่าต้องฝึกพลังจิต แวะเข้าวัดป่าสวนโมกข์บวชชีก่อน 3 วัน ล้างใจให้ผ่องใสร่างกายฟิตเต็มที่ จากนั้นนั่งห้อยขารถเมล์สีส้มหวานเย็นจากสุราษฎร์ข้ามไปพังงา ที่เลือกรถเมล์ส้มเพราะต้องการดูวิวลมพัดโบก ฮ่าๆ แต่ลมหน้าต่างรถเมล์เนี่ย ร้อนสะใจไปเลย ดันไปช่วงกลางเดือนมีนาคม ยังจำได้ว่าแม่ชีที่นั่งข้างๆ กัน แกมีถุงผ้าใส่น้ำแข็งเอาไว้ลูบเนื้อตัวหย่อนลงไปในเสื้อเป็นระยะๆ แอร์โมบิลราคาประหยัด จำไว้คราวหน้าเราเตรียมมาบ้าง ถ้าต้องมานั่งรถเมล์ลมร้อนอ้าวแบบนี้อีก

ป่าแรกที่เคยมาเดินที่ต่างแดนคือป่าบนเขาที่เยอรมนี จำไม่รู้ลืมเพราะดันมาตอนช่วงหนาว แล้วปีนั้นติดลบ 10 องศา ยุโรป 10 ปีให้หลัง เจอฤดูหนาวแบบติดลบ 10 องศาเซลเซียสไม่บ่อยนักหรอก เจอหนาวแบบติดลบนี่ถือว่า – ซวยโดยแท้ คนเมืองร้อนวูบๆ มาเจอหิมะวาบๆ อยากนอนซุกผ้านวมฝังฮีทเตอร์ทั้งวัน ดันมาชวนเราออกไปเดินป่าเลยร้องจ๊าก (แต่ไป) ด้วยความที่ไม่อยากพลาดธรรมชาติต่างฤดูกาลที่บ้านเราไม่มี เลยออกไปเดินแบบสวมรองเท้าย่ำหิมะ ถุงเท้าอย่างหนาซ้อนกันสองชั้น อุปกรณ์เครื่องหนาวพร้อม หมวก ผ้าพันคอ คิดว่าความหนาของเครื่องนุ่งห่มจะช่วยให้เรารอดพ้นความหนาวได้ แต่แค่เพียง 10 นาทีผ่านไป มือเท้าเริ่มไร้ความรู้สึก เดินไปเหมือนลากท่อนซุงสองท่อนไป-หนาวเกินทน เป็นการเดินป่าที่ทรมานที่สุด แม้ว่าได้ชมพืชเมืองหนาวแปลกๆ คลุมเกล็ดน้ำแข็งสวยเหลือใจ แต่พระพุทธเจ้า … พอกลับเข้าบ้านได้ ต้องรีบเอาขาไปแช่น้ำร้อนจัดๆ เพื่อให้ความรู้สึกท่อนขากลับคืนมา เข้าใจได้ในทันทีจากหนังที่เคยดูว่าคนที่รอดตายจากเครื่องบินตกที่อลาสก้าหรือแถวขั้วโลกเหนือ พอรอดตายมาได้ แต่ต้องตัดขาทิ้งเพราะเนื้อเยื่อขาตายทั้งหมด ขาถูกแช่แข็งนานเกินไป มันทรมานเช่นใด

แต่ใช่ว่าป่าเมืองหนาว ป่าต่างแดนจะไม่มีมีความทรงจำ ความสวยงามดีๆ ให้จดจำเลย ป่าทุกแห่งต่างมีความงามเฉพาะแบบของมัน เราอาจจะไปตั้งความหวังหรือเอาความเคยชินของเราไปตัดสินมันก่อนเอง e=”color: #808080;”>ความลำบากที่เราไม่ถนัดในการเดินป่าต่างแดน คือ เรื่องอากาศ เพราะเป็นคนไม่สู้อากาศหนาวจัดๆ เดินป่าโซนร้อนชื้นจะเหนื่อยหอบ ร้อนชะมัด แต่ป่ามีความชื้นพอเหงื่อออกมันจะช่วยให้ร่างกายเย็นลง เดินป่าร้อนชื้นมันจะไม่ร้อนตับแลบ เดินไปเหงื่อแตกไปสมดุลอุณหภูมิพลังงานในตัวเอง

ป่าที่เราประทับใจรองจากป่าที่เมืองไทย คือ ป่าที่ออสเตรเลีย เราเดินป่าที่นั่นไม่เยอะหรอก ได้ไปเดินที่ Blue Moutain เส้นทางเดินป่าเขาดีมาก ป่าเขาสวยดีมีความหลากหลายไม่แพ้ป่าบ้านเรา คงเพราะอยู่โซนกึ่งร้อน ที่ชอบอีกอย่าง คือ ตอนล่องลงไปเมลเบิร์น ไปเตร็ดเตร่ท่องถนนสาย great ocean road –อ้าว ไหงเริ่มออกทะเล
ป่ายุโรปจะไม่ค่อยเป็นเส้นทางเดินแบบลุยๆ เข้าไปเหมือนป่าร้อนเขตฝน แต่จะทำนองเส้นทางเดินป่าทุ่นแรง ไม่ว่าป่าอิตาลี ป่าฝรั่งเศส ป่าสเปน ใครกะจะมาเดินล้วนๆ คงมีแหล่งอยู่มาก แต่ภูเขาเทือกเขาลูกมันใหญ่ไม่น้อย อยากจะริเดินป่าทั้งเขาควรวางเข็มทิศเท้าดีๆ ไม่ใช่เดินๆไป อาจทะลุไปยุโรปตะวันออกโน่น : ) คนที่นี่เขาจะตั้งต้นแบบเอารถขับขึ้นไปบนยอดแล้วเริ่มต้นเดินป่าบนซัมมิท หรือนั่งกระเช้าขึ้นไปแล้วตั้งต้นเดิน แต่ป่าบ้านเรานี่ต้องเดินตั้งแต่ตีนดอยขึ้นไปยอดดอยโน่นเลย อารมณ์พิชิตยอดดอยเลยคนละเรื่องกัน

ตกลงชอบป่าไหนบ้างล่ะเนี่ย ไม่เคยไปป่าแถวอเมริกาหรือแคนาดาเพราะไม่เคยไปโซนนั้น ถ้ามีใครให้ตั๋วฟรีจะรีบไปป่าแถวนั้นโดยพลันเพราะสองประเทศนี้กว้างใหญ่ ผืนป่าหลากหลายน่าเดินยิ่งนัก เคยมีความฝันว่าอนาคตอยากไปป่าแถวอเมซอน เคยมีเพื่อนเป็นคนเปรู ชวนไปแต่ไม่มีโอกาส ป่าอเมริกาใต้มีเสน่ห์แบบอันตราย ได้ไปเห็นไปสัมผัสกับตาแล้วเราคงไม่เสียดายชีวิตนี้ ว่าแต่กว่าจะได้ไปป่ามันจะเหลือให้เราได้ชื่นชมไหม? หรือจะกลายเป็นป่าปลูกถั่วเหลืองไปซะหมดแล้ว (แง)

ยังไม่หมดกรุป่า ป่าเขาที่ไอร์แลนด์ก็สวยใช่ย่อย เราไปที่ Co’Wicklow เดินกันหอบแฮ่ก ไอร์แลนด์เป็นประเทศที่เขียวมาก ไปแล้วจะรู้สึกว่าถูกย้อมสีเขียวกลับมา จริงๆ มองไปทางไหนก็เขียว ภูเขาก็แสนจะน่ารัก ส่วนที่อังกฤษเราว่าคนอังกฤษจะชอบเดินเท้ากัน เดินทั้งพื้นราบและพื้นเนิน เดินกันเป็นอาชีพ ถ้าใครไปอังกฤษอยากเดินสู่ธรรมชาติแนะว่าให้ซื้อหนังสือเดินเท้าท่องอังกฤษ (จำชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้) จะมีเส้นทางเดินเท้าได้รอบประเทศเลย

กลับมาที่ป่าแถวนี้ เฮ้อ … ไม่มีอะไรจะอวด โปรดปิดหูก่อนอ่านเพราะจะตะโกนว่า … แดนกังหันเป็นประเทศที่แบนมากๆ แทบจะไม่มีภูเขาเลย เนินที่สูงที่สุดในประเทศอยู่ทางตอนใต้ที่เมือง Vaals สูงแค่ 322.20 เมตร – เศร้าไหมฮะ (คนรักดอย)
เอาน่า ป่าแบนๆ ก็มีอะไรให้ชม อยู่ไปนานๆ เราก็พิศหาความงามหาธรรมชาติเจอเองแหละนะ สุขเท่าที่มี จะได้ไม่ทุกข์ พระท่านสอนให้รู้จัก…ปลงไว้โยม : )

Into The Forest # 1

Sunday, November 2nd, 2008
Share
ป่ากับเราเป็นเสมือนหนึ่งชีวิตเดียวกัน เรารักป่าไม่ใช่ในอารมณ์เพื่อโลก เพื่อธรรมชาติเท่านั้น แต่เราเรียนรู้สิ่งมหัศจรรย์และความยิ่งใหญ่มากมายจากป่า ทุกครั้งที่ได้เข้าไปสู่ป่า เราจะรู้สึกว่ามนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่จ้อยร่อย
“เข้าป่า” กับ “ไปทะเล” สำหรับเรานั้น ให้ความหมายทางอารมณ์ต่างมิติกัน 
ไปทะเล … เกิดอารมณ์ดื่มด่ำ ซาบซึ้ง เติมเต็ม ได้พักผ่อนทางสายตากว้างไกลไปบนแผ่นน้ำสีคราม 

เข้าป่า … เกิดอารมณ์คารวะ ส่องรู้จักจิต รู้สังขารตัวเอง พบเจอความงามของธรรมชาติมหัศจรรย์หลากหลาย สัญชาตญาณในความเป็นมนุษย์ถูกขุดขึ้นมาใช้ในป่า ทำให้เรารู้จักคุณค่าในการมีชีวิตและดำรงชีวิตที่แท้จริง สังขารเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ได้ไปรู้จักยุบหนอ พองหนอ ลำบากหนอ เหนื่อยชิปหายสุดๆ หนอ … ก็ตอนเดินป่านี่ล่ะ 

เราเกิดในจังหวัดภาคกลางแบนเรียบ ไม่มีทั้งภูเขาและทะเล ฉะนั้นการไปสู่ทะเลและภูเขา จึงเป็นการเดินทางไปถึงโดยตั้งใจทุกครั้ง ไม่ใช่เดินผ่านไป ไม่ได้รักภูเขาเพราะมันตั้งอยู่ตรงหน้า หรือชอบทะเลเพราะบ้านตั้งอยู่เกยชายหาด 

จำได้ว่าเราไปเดินป่าที่แรก คือ ป่าละอู – แก่งกระจาน เพราะ จ. เพชรบุรีนี่ถือเป็นแดนภูเขาที่เอื้อมสุดแล้วสมัยอายุ 16 โชคดีที่มีเพื่อนสมัยมัธยมกลุ่มเที่ยวด้วยกัน ชาย 1 หญิง 3 กับรถกระบะ 1 คัน พอปิดเทอมต่างคนต่างก็แอบโกหกพ่อแม่ไปท่องเที่ยวกัน 1-2 วัน ไปแค่อ่าวมะนาว ชะอำ ไปแก่งกระจาน … รูปถ่ายวันเก่ายังทำให้ยิ้มได้ถึงความเซี้ยว ซ่า อยากเห็นโลกที่กว้างไปกว่าจังหวัดบ้านตัวเองของพวกเรา 

แต่ป่าจริงๆ ที่เราได้เดินขาลาก คือ ป่าเขาใหญ่ ตอนอายุ 18 อยู่มอ. ห้า (จำได้แม่น) เป็นความดันทุรังแห่งการอยากเดินทางไกล แม้ไม่มีทุนทรัพย์เดินทางด้วยตนเอง และบุพการีไม่มีงบสนับสนุน เราจึงมองหาช่องทางการเดินทางแบบไม่เสียเงิน ไปสมัครทำงานค่ายเยาวชนขององค์กรแห่งหนึ่ง พอสอบผ่านแล้ว เขาพาไปฝึกอบรมที่ – เขาใหญ่ ยูปปี้ – ฝันเป็นจริง 

หลังจากนั้น อะไรก็ฉุดไม่อยู่แล้ว อย่าเอาโอกาสมาวางตรงหน้า ข้าจะหนีเรียนไปให้จงได้ ได้ไปแม่จัน ขึ้นดอยแม่สลอง สมัยอายุ 19 ตามพี่สาวที่เป็นครูอาสาที่หมู่บ้านอาข่าขึ้นไปสอนเด็กดอย สมัย 20 กว่าปีนั้นเรายังต้องเดินเท้า 8 กิโลเมตรจากแม่สลอง ขึ้นเขาลงเขา เข้าไปในหมู่บ้านกัน สมัยนี้มีทั้งรถสองแถวและมอเตอร์ไซค์รับจ้าง … ไม่ได้กลับไปแม่จันมานานกว่า 10 ปี กลับไปพบดอยแม่สลองสมัยเจริญแล้วตอนนั้น … รู้สึกเศร้าๆ มากมาย 

แล้วอีกกี่ป่ากี่ดอยที่เดินผ่านมา เราจำได้ไม่หมด รู้แต่ว่า รักทุกป่าทุกเขาในเมืองไทย (ป่าเมืองนอกสวยจริง แต่ป่าไม่สมบูรณ์หลากหลายทางชีวภาพเท่าที่เมืองไทย) เขียนแล้วทำให้นึกถึง ดอยอินทนนท์ / ดอยเชียงดาว / ดอยภูคา / ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร /ป่าห้วยขาแข้ง ป่าแม่ตื่น-แม่สอด / ป่าอุ้มผาง / ป่าเขาสก / ป่าภูพาน ฯลฯ … เราไม่สนิทกับป่าภาคอีสานมากนัก เพราะโอกาสไม่ค่อยเอื้ออำนวยให้ 

เหตุผลจากความรักที่จะมุ่งไปเข้าป่า (ไม่ใช่เหตุผลแบบคนยุค 16 ต.ค.) ทำให้พอเรียนจบ ทำงาน เราจึงเลือกงานที่จะได้เดินทางไปทำงานในป่าเสมอๆ และโชคดีที่ผูกมิตรเหนียวแน่นกับพวกพี่ๆสุดอึด ชาวจีออ มช. ทำให้เรามีผู้นำทางเข้าป่าสุดประเสริฐ การเดินป่ากับคนที่มีความรู้ด้านภูมิศาสตร์รอบด้านนี้ ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิตจริงมากมาย ลูกหาบไม่เคยใช้ ของทุกอย่างแบกไปเอง อาหาร ฟืน น้ำ บางทีไปหากันในป่า นอนกลางฟ้า น้ำไม่อาบ 1 อาทิตย์ บางครั้งขนาดเต๊นท์ยังไม่มี อาศัยนอนตูบม้งรายทาง (กระท่อมพักกลางทางของชาวไร่) 

พี่กลุ่มจีออคนหนึ่งเป็นคนพื้นบ้านใกล้ชิดป่าภาคเหนือ เดินป่ากับแกนี่แสนเพลิน เพราะพี่แกรู้จักต้นไม้ไปซะเกือบทั้งป่า ใบนั้นกินได้ ผลนี้กินได้ ไม้แบบนี้จุดฟืนดี เพราะไม้มีน้ำมันในเนื้อเยอะ (เช่น ไม้สนเกี๊ยะ) เจอเห็ดในป่า รู้ว่าชนิดไหนกินได้ เจอมอส เจอเฟิร์น พี่แกรู้จักชื่อไปซะหมด เห็นรอยเท้าสัตว์บนดิน ก็วิเคราะห์ได้ว่า สัตว์อะไร เดินผ่านมานานแค่ไหน 

ไอ้เด็กเมืองอย่างเราสมัยนั้น ฟังแกเล่าแล้วรู้สึกอย่างเดียว ถ้ากรูหลงป่า สงสัยกรูตายแน่ๆ ความรู้รอบป่าช่างไม่มีซะเลย จึงต้องหัดเรียนรู้ สังเกต เดินตามพี่ชายคนนี้ไปอยู่หลายป่า จึงค่อยเริ่มรู้จักป่ามากขึ้น … มากขึ้น 

การเดินป่านั้น ทำให้เราได้เรียนรู้ธรรมชาติตามฤดูกาลที่ดีวิธีหนึ่ง แล้วนักเดินป่าจริงๆ ก็ล้วนมีความรู้ที่จะเอาตัวรอดให้ได้ในป่าหลากหลายแบบ จึงรู้จักการหาอาหารธรรมชาติมาปรุงกินกันไป ไม่ใช่แบกมาม่า ปลากระป๋องกันไปปรุงประทังชีวิตเสมอไป 

อาหารตามฤดูกาลจากป่า เป็นภูมิปัญญาของมนุษย์ที่อยู่ใกล้ชิดป่าได้เรียนและลองเลือกเก็บมาทำกินกันแต่โบราณ ถ้าเราไม่อยู่ใกล้ป่า เราจะรู้ไหมหนอว่า ป่า คือ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ถูกที่สุด อยากได้อาหารก็เข้าป่าเสาะหามันมา แต่ยุคนี้ที่ป่าถูกทำลายเร็วมาก ป่าหลายป่าถูกควบคุม คนใกล้ป่าไม่สามารถเข้าป่าหาอาหารได้เหมือนเมื่อก่อนได้ คนบ้านป่าอยู่ร่วมกับป่าได้ไหม? เราว่า อยู่ได้นะ แต่ป่ากับคนที่เป็นนายทุน ไม่ควรมาอยู่ใกล้กัน เพราะป่าจะถูกถางราบ เก็บกิน หมดไปอย่างน่าใจหาย

(เสียงถอนหายใจ)

 

too nice, too bad

Tuesday, April 1st, 2008
Share

การเขียนบล็อกทุกวันหรือทุกสองวัน เป็นสิ่งที่รู้ล่วงหน้าสำหรับตัวเองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้หรอกนะ แม้ว่ามีเรื่องอยากเขียนได้ทุกวัน บางวันมีมากกว่าสองเรื่อง บางทีมาขึ้นหัวเรื่องไว้เพื่อจะมาเขียนต่อให้จบตอนดึกๆ ยามสมาชิกตัวเล็กสลบ บ้านสงบเงียบ หากพอบ้านสงบ ก็ได้พบว่าความคิดที่เคยลิงโลดตอนบ้านบรรยากาศตึงตังมันก็พลอยสงบเงียบ(และง่วง)ตามไปด้วย ลืมไปเกือบหมดสิ้นว่าจะมาเขียนต่อหัวข้อว่าอะไรมั่ง

(more…)

เทศกาลแห่งการบริจาค

Friday, December 21st, 2007
Share

ปลายปีนี้องค์กร zending over grenzen (Sending Across The Border) มีโครงการ voedselpakketten actie 2007 (food package action 2007) โดยขอบริจาคเงินไปซื้ออาหารส่งให้คนจนเขตหนาวเยือกฝั่งยุโรปตะวันออก โดยเขาจะนำกล่องอาหารไปให้คนจนเหล่านี้ในช่วงคริสต์มาส เสมือนนึกถึงเขานึกถึงเราในช่วงเดือนเฉลิมฉลอง คนฝั่งหนึ่งมีกินกันเหลือเฟือ แต่คนฝั่งยุโรปตะวันออกที่อากาศหนาวมากๆ ไม่มีอะไรจะกินกัน ฤดูแล้งที่เพาะปลูกไม่ได้ คนจนๆจึงขาดแคลนอาหารมากมาย พวกเขาไม่มีการเฉลิมฉลองใดๆ เพราะแค่จะหาอาหารมาประทังชีวิตลำเค็ญไปวันๆ ยังยากจริงๆ

(more…)