
วันนี้ไปส่งเด็กๆ ที่โรงเรียนเหมือนเคย ตอนที่กำลังยืนแขวนเสื้อกันหนาวที่หน้าชั้นเรียน ครูห้องเจ้าตุ่นเดินมาส่งจดหมายซองสีขาวใบโตราวซองจดหมายธุรกิจให้กับมือ ครูกระซิบบอกสั้นๆแค่ว่าอ่านแล้วร่วมแสดงความคิดเห็นได้ เรารับซองมาแล้ว รีบพับเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อกันหนาว แล้วเดินจากมาที่ห้องเจ้าตะหลิวเพื่อนั่งเขียนรายงานเช้าวันจันทร์ ในใจคิดสรุปไปว่าจดหมายซองโตนั้นคงแจ้งเรื่องกิจกรรมในโรงเรียนที่กำลังจะมาถึงซึ่งเคยได้รับเป็นประจำ บ้างแจ้งขอแรงงานร่วมช่วย บ้างให้ช่วยออกความคิดจัดงาน บ้างให้ร่วมลงขัน เรารักบรรยากาศที่โรงเรียนของลูกๆมาก ตั้งใจเลือกให้ลูกเรียนโรงเรียนนี้เพราะเขาเน้นระบบการสอนแบบครอบครัว ชั้นหนึ่งนั่งเรียนกัน 3 ระดับ พี่ใหญ่สอนน้องกลาง น้องกลางสอนต่อให้น้องเล็ก ในชั้นเรียนมีสิ่งแวดล้อมอบอุ่นเหมือนบ้านหลังที่สอง บุคลากรทั้งครู - ธุรการ รวมถึงผู้ปกครองเป็นกลุ่มคนที่มีน้ำจิตน้ำใจ พอมีกิจกรรมเทศกาลต่างเฮโลมาแบ่งงานช่วยเหลือ ทั้งร้องรำบรรเลงดนตรี จัดแสดงงานศิลปะ ร่วมแสดงละครเวที ทำอาหารมาแบ่งกันกิน ร่วมเสนอความคิดเห็นเรื่องความปลอดภัยและระบบการสอนอยู่เนืองๆ เด็กๆในโรงเรียนเกินกว่าครึ่งอาศัยอยู่ละแวก Eco-Area คือ หมู่บ้านที่ปลูกสร้างแบบประหยัดพลังงานและมีสวนหลังบ้านร่วมกัน เด็กราวครึ่งห้องของตุ่นและตะหลิวบริโภคอาหารออร์แกนิก เด็กหลายคนไม่บริโภคน้ำตาลและเนื้อสัตว์ โปรเจ็คท์การเรียนการสอนในโรงเรียนสอดแทรกเรื่องวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ และการเรียนรู้สัมผัสจริง ตึกของโรงเรียนใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ เราเดินกลับมาที่รถก่อนสตาร์ทเครื่อง เปิดจดหมายออกอ่านเหมือนมีลางสังหรณ์ว่าจดหมายนี้มีใจความสำคัญพิเศษจากสีหน้าของครูที่มองเห็นเมื่อตะกี้ อ่านจบแล้วได้แต่อึ้งเสียดายวูบ กลับมาถึงบ้านรีบเดินขึ้นไปบอกพ่อบ้านที่นั่งทำงานอยู่ข้างบน เขาอ่านจดหมายจบก็ร้อง เฮ้อ ... ออกมาทันที แล้วเราจะบอกลูกอย่างไร ? เมื่อไหร่ ? คำถามนี้วนกลับมาที่ในหัวสมองอีกระลอก เมื่อวันพุธสัปดาห์ที่ผ่านมา เราเพิ่งไปนั่งคุยกับครูประจำชั้นเรื่องรายงานผลการเรียนเจ้าตุ่น ซึ่งครูบอกว่าดีใจและพอใจนักสำหรับ 3 เดือนแรกในกรุ้ป 3 ที่ตุ่นมาเริ่มหัดอ่าน- เขียนในชั้น เธอทำได้ดีมาก ครูบอกว่าตุ่นเหมาะกับการเรียนการสอนในชั้นเรียนระบบพี่น้องนี้มาก ร่าเริง มีความสุขในชั้นเรียน ว่าง่ายสอนง่าย ครูพอใจยิ่งนัก เราสองคนกลับมายังพูดกันอย่างโล่งใจว่า "ชอบครูคนนี้จัง เขาเป็นครูที่ดีมากๆ เขาดึงความสามารถของเด็กออกมาเรียนรู้ได้อย่างสนุกเพลิดเพลิน" โธ่...นึกถึงความสุขที่รู้สึกไปไม่นานแล้วอดใจหายอีกรอบไม่ได้ ก่อนบ่ายสองโมงครึ่ง รีบบึ่งไปรับลูก กะแวะเวียนไปโผล่หน้าที่ชั้นเรียนเจ้าตุ่น เกรงๆกลัวๆ เลยไม่ได้พูดถามอะไรกับครูประจำชั้น จนกระทั่งแม่ของลิซ่า ( เพื่อนสนิทเจ้าตุ่น ) เดินผ่านมา เราจึงสะกิดถาม อ่านจดหมายแล้วหรือยัง ? แม่ลิซ่าบอกว่า โอ้ ... ฉันก็ใจหายเหมือนกัน เด็กๆที่ห้องกระรอก รักเปเตอร์มาก - นั่นสิ เราว่า แล้วถ้าเด็กรู้จะว่ายังไงนี่ ? แม่ลิซ่าสะกิดถามลูกว่า วันนี้เปเตอร์บอกอะไรไหม ? ลิซ่าตอบ บอกค่ะแม่ เปเตอร์บอกว่าจะย้ายไปสอนที่อื่น เรารีบเดินไปหาตุ่น เปเตอร์บอกในชั้นเหรอ แล้วเราเป็นยังไง เจ้าตุ่นบอกว่า เราร้องไห้กันทั้งห้อง ตุ่นร้องไห้ 2 รอบ ลิเซ็ทด้วย เซเดอร์ด้วย ลิซ่าด้วย ทุกคนร้องไห้หมดทั้งชั้นเลย
เปเตอร์ นามสกุลสองเมตร (Peter Van 2 meters) - เป็นชื่อที่เด็กห้องกระรอกทุกคนเรียกครูประจำชั้นที่มีความสูงถึง 2 เมตร เป็นครูที่เราสามารถให้นิยามได้ว่า เรือจ้าง อย่างเต็มปาก เดือนกันยายนปีที่แล้วตุ่นย้ายชั้นเรียนใหม่ จากชั้นที่เคยมีครูประจำชั้นเป็นผู้หญิง มาเป็นครูประจำชั้นผู้ชาย ( ซึ่งทั้งโรงเรียนมีอยู่แค่ 3 คน ) เรายังลังเลว่าจะไปกันได้ดีไหม ? ครูผู้ชายกับเด็กผู้หญิงนิสัยหลุกหลิกยุกยิกอยู่ไม่สุขตลอดเวลาอย่างตุ่น เพียงแค่เดือนเดียวผ่านไป เจ้าตุ่นพฤติกรรมเปลี่ยนเธอดูโตขึ้น สนใจการเขียน - การอ่าน - สนใจการนับเลข ตุ่นพูดถึงเปเตอร์ให้ฟังทุกเย็นว่า วันนี้เปเตอร์อ่านหนังสือเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง วันแรกที่เราไปเข้าเวรอาหารกลางวันที่ชั้นเรียนตุ่น เราพลอยได้นั่งฟังเปเตอร์อ่านหนังสือให้เด็กๆในชั้นเรียนระหว่างช่วงเวลาอาหารกลางวันไปด้วย ... เปเตอร์อ่านเช่นนี้ทุกวัน ทั้งกินอาหารกลางวันและก่อนเด็กๆกลับบ้าน ยามเลิกเรียนเราจะมองเห็นเด็กห้องกระรอกมาเกาะแข้งเกาะขาเปเตอร์ เห็นเปเตอร์อุ้มเด็กคนนู้นคนนี้ขึ้นขี่บนบ่าราวกับลูกตัวเอง เย็นวันหนึ่งที่เดินหาเจ้าตุ่นไปทั่วลานโรงเรียน สักพักก็เห็นเปเตอร์เดินดุ่มๆ มาแต่ไกลโดยมีเจ้าตุ่นขี่อยู่บนบ่า เด็กหญิงตัวเล็กๆ กับครูตัวสูงใหญ่ที่มีรอยยิ้มใจดีที่สุดในโลก ... ไม่ใช่แค่เด็กห้องกระรอกเท่านั้นที่รักเปเตอร์ เด็กทั้งโรงเรียนรักเปเตอร์ เวลาเราจัดนิทรรศการตามห้องโถงโรงเรียน ห้อยป้ายห้อยกระดาษระโยงระยาง เราจะถามตรวจสอบเสมอว่า มันห้อยต่ำเกินไปไหม? เปเตอร์จะเดินลอดผ่านได้หรือเปล่า? นึกย้อนไปสมัยเด็กๆ เรามีครูที่เรารักมากเมื่อสมัยเรียนประถม ถึงไม่ใจดีอ่านหนังสือให้ฟังทุกกลางวัน แต่ครูที่ดุๆ บางคนกลับทำให้เรารักสุดหัวใจ เรียกว่า เป็นตัวเป็นตนมาได้ เพราะคำสอนของครูเหล่านี้ฝังอยู่ในหัวสมอง อย่างเช่น ครูสำเภาที่เคี่ยวเข็นให้พวกเราคัดลายมือทุกวัน จนนักเรียนที่ผ่านชั้นครูสำเภา เขียนภาษาไทยสวยเป็นระเบียบกันที่สุดแทบทุกคน ครูสมรผู้สอนวิชาเรขาคณิตเมื่อตอนเราเรียนป . 6 ครูสมรดุทีน้ำลายเป็นฟองเต็มปาก เวลาแกด่าว่าพวกเราแกจะส่ายวงเวียนไม้ที่ใช้วาดบนกระดานดำชี้หน้าพวกเราไปด้วย เราเองเป็นคนเรียนวิชาคณิตศาสตร์และเรขาคณิตดีมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะถูกครูสมรแกเคี่ยวเข็นยิ่งนัก ผ่านการเรียนจนจบระดับอุดมศึกษา เมื่อคิดถึงพระคุณ เรือจ้าง เราจะคิดถึงครูสำเภากับครูสมร - ก่อนครูคนใด เมื่อสองสามปีก่อนแม่ส่งข่าวว่าครูทั้งสองเสียชีวิตไปแล้ว ยังรู้สึกเหมือนสูญเสียส่วนเสี้ยวบางอย่างในชีวิตไปด้วยเหมือนกัน แม้ไม่เจอหน้าครูทั้งสองมานานเกือบยี่สิบปี แต่รู้สึกเหมือนวิญญาณความรู้ของครูสืบทอดมาแฝงอยู่ในตัวเราจนบัดนี้ เปเตอร์ไม่ได้ขอย้ายไปสอนโรงเรียนประถมเปิดใหม่ที่ใหญ่โตกว่าโรงเรียนเดิม หรือย้ายไปสู่ระดับหัวหน้าที่สูงขึ้น เปเตอร์อธิบายในจดหมายว่า ตลอดมาเขามีความตั้งใจว่าวันหนึ่งจะย้ายไปสอนโรงเรียนเด็กพิเศษ คือ เด็กที่มีปัญหาเฉพาะตัว ทั้งจากพื้นฐานทางบ้านและในการเรียนรู้ เปเตอร์รู้สึกว่าการสอนเด็กกลุ่มพิเศษนี้เป็นดั่งความฝันในช่วงท้ายแห่งชีวิตการเป็นครูของเขา (เปเตอร์อายุต้น 40 ปี) เขาอยากนำศาสตร์แห่งวิชาชีพครู (Pedagogy) ออกมาใช้เพื่อสอนนักเรียนพิเศษ ด้วยหลักการ ครูเป็นดั่งผู้นำทาง - to lead the child เราอ่านจดหมายแล้วอึ้งในคำกล่าวลา ดีใจที่ครั้งหนึ่งลูกได้เรียนกับครูที่แสนดีคนนี้ และสุดแสนเสียดายที่ลูกได้เรียนกับเปเตอร์สั้นเกินไป ตุ่นเดินกลับบ้านร้องไห้อีกรอบแล้วบอกว่า อยากให้เปเตอร์เปลี่ยนใจ ไม่ทิ้งพวกเราไป แต่เปเตอร์ตั้งใจไปดี ไปทำหน้าที่ที่ดียิ่งกว่า จะมีครูสักกี่คนที่มีอุดมการณ์ประเสริฐเช่นเปเตอร์ จะมีครูเช่นนี้อีกสักกี่คนที่จะผ่านเข้ามามอบความรู้และทักษะในชีวิตเรา ... แต่ลึกๆเราอดเสียดายอยู่ไม่วาย ที่เคยอุ่นใจว่าตุ่นจะได้เรียนกับครูคนนี้ไปอีก 2 ปีกว่าก็สลายไปพลัน ต้องเริ่มต้นชั้นกับครูคนใหม่ ชีวิตหนึ่งนี้กว่าจะข้ามถึงฝั่ง ต้องต่อเรือจ้างอีกสักกี่ลำ ... และเรือจ้างลำไหนกันที่จะนำชีวิตเราไปขึ้นบนฝั่งที่เล็งหาอย่างสมหวัง !?! ร้องไห้เถิดลูก ... น้ำตาแด่สิ่งมีค่าที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น เรียนรู้มากขึ้น ... น้ำตาจะทำให้เราจดจำช่วงเวลาที่ดีงามแห่งชีวิตไว้ ... ไม่รู้ลืม
12 กุมภาพันธ์ 2550
|
โปรดกรอกอาชีพว่า "แม่บ้าน" อย่างภาคภูมิ
|