คืนรัง

หากไม่ได้จากบ้านไปนาน คงไม่เกิดความรู้สึกว่า “บ้านหวานบ้าน” มันหวานแค่ไหน แปลกดีที่คนเราชอบหาเรื่องออกท่องเที่ยวเพื่อให้ความรู้สึก “รักบ้าน” กลับคืนมาให้สัมผัสว่า ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านและเตียงนอนของเรา - จริงๆ

เคยอ่านสัมภาษณ์ชายดัทช์อายุห้าสิบอัพคนหนึ่งเขาเล่าเรื่อยๆอย่างไม่แยกระแสสังคมว่า เขาไม่ค่อยชอบไปเที่ยวตะลอนที่ไหน แม้ขอลาพักร้อนยาวๆ ก็เลือกนอนพักร้อนผึ่งพุงอยู่ที่บ้านตัวเองนี่แหละ ไม่กระเสือกกระสนเดินทางไปไกลเกินกว่าสวนหลังบ้าน เหตุผลชี้แจงแจ่มชัดของเขาฟังแล้วก็เข้าท่าดี “ก็บ้านเรามีทุกอย่าง เตียงก็นอนสบายกว่า อุปกรณ์ของใช้ก็มีครบครัน แถมถูกรสนิยมเราเอง ทำไมต้องเดินทางตั้งไกลไปอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ไอ้นู่นไม่มี ไอ้นั่นไม่มี ภาษาบางทีก็พูดกับใครเขาไม่รู้เรื่อง อาหารก็ไม่ถูกปาก ลุ้นทุกครั้งว่าจะโชคดีหรือโชคร้ายระหว่างทางที่เดินทางไป แถมกลับจากพักร้อนก็โทรม เหนื่อย เมื่อยล้า ผ้าเน่าๆ สามสี่ตะกร้าต้องซักกันข้ามอาทิตย์”

นั่นสิ...มันจริงดั่งที่เขาว่าทั้งหมดทั้งปวง แต่มิวายหลายคนก็ตกหลุมล่อ บ้านสมบูรณ์พร้อมพรั่งทั้งหลังไม่สเน่หา พับผ่าเอ๋ย...ดันแส่หาเรื่องทิ้งบ้านไปลำบากกันเรื่อยๆ ไม่รู้จักเข็ด

การเดินทางท่องเที่ยวสมัยเริ่มแก่ตัว มีตัวพ่วงเยอะ ก่อนเดินทางสติแตก เก็บบ้าน เก็บของใส่กระเป๋าเท่านั้นยังไม่พอ พอกลับมาถึงบ้าน สติร้าวๆ เริ่มประสานกลับคืนมาใหม่ พอก้าวเข้าบ้าน วิญญาณแม่บ้านตารางกิจวัตรเริ่มไหลสู่สมองทันที เมื่อตากวาดสำรวจเห็นว่าฝุ่นได้ทำการเกาะพื้นผิวทั่วบ้านหนากี่มิลลิเมตรในช่วงหนึ่งเดือน ที่ปราศจากการปัดกวาด การวางโครงการวันถัดไปเริ่มประทุขึ้นในใจ ต้องเริ่มกลับสู่โหมดชีวิตจริงอีกครา หากคืนแรกที่กลับ “รัง” มีแรงแค่แหวกๆ ซุกหัวนอนข้ามคืนเท่านั้นก่อนล่ะ พรุ่งนี้ตื่น (เช้า) แล้วภารกิจชีวิตที่ร้างไปแรมเดือน อาท ิขัดถูทั่วบ้าน ค่อยมาผจญกันวันใหม่ ่คืนแรกเอาง่ายๆ แค่เปิดหน้าต่างไล่ลมอับในบ้าน เปิดก๊อกน้ำร้อน เสียบปลั๊กตู้เย็น รีบเร่งออกไปซื้อนมสด ของสดมาตุนไว้ (ต่อไป) เพราะไม่มีเหลืออะไรในบ้าน แล้วซูเปอร์มาร์เก็ตค่ำนิดๆเขาก็ปิดกันหมด เหนื่อยแค่ไหน ก็ไม่สมควรบ่น เพราะ “ริรี่” ทิ้งบ้านไปสำราญให้บ้านมันอ้างว้างร้างไร้ทำไมเล่า

บ้านหวานบ้าน คือ บรรยากาศของกลิ่นที่เราเคยคุ้น อุ่นใจไหนเหมือนยามเมื่อริ่มปัดกวาดมันอีกครา ไม่ใช่แค่เรื่องปัดถูบ้านเท่านั้นหรอกที่ทำให้เราเหมือนกลับมามีชีวิตปกติสามัญที่คุ้นเคย แต่เป็นเพราะเราแอบกั๊กเวลาหนึ่งเดือนไว้เพื่อเสแสร้งว่า วันเวลาในวงจรหนึ่งอาทิตย์ จะ์ไม่มีกิจวัตรสามัญที่เป็นไปตลอดทั้งปีมาตอกตรึงจำเจชีวิต เราเลยแกล้งลืมสิ้นว่า...

เจ็ดโมงเช้าต้องเด้งลุกออกจากที่นอน มาช่วยแต่งตัวเด็กๆ รีบเร่งให้แต่ละคนกินอาหารเช้าให้เสร็จภายใน 20 นาทีพร้อมแปรงฟันปากสะอาด แปดโมงเช้า(เกือบสายแล้ว) ต้องจับเด็กไปหุ้มห่อไว้ในเสื้อกันหนาว พร้อมยื่นเป้หลังบรรจุอาหารกลางวัน แล้วดันหลังทุกคนเดินต้อยๆ ออกจากประตูบ้าน เพื่อไปคาดเข็มขัดรัดตึงบนเก้าอี้เด็กในรถ แล้วบึ่งไปส่งที่โรงเรียนให้ครบห้องครบคนก่อน 8.15 นาที

จากนั้นชีวิตแม่บ้านจึงย้อนกลับมาเก็บโต๊ะ เก็บจาน เก็บครัว กวาดถู มองตารางกิจวัตรบนปฏิทิน เพื่อเตือนความทรงจำตัวเองว่าวันจันทร์ต้องจ่ายอาหารแห้ง วันอังคารต้องจ่ายของสดที่ตลาดนัด วันพุธต้องไปนั่งต่อแพ๊ทเวิร์คหรืออ่านหนังสือจบเกือบทั้งเล่มเพื่อรอเด็กสามคนเรียนบัลเลย์ต่อกันนานสามชั่วโมง วันพฤหัสหลังเลิกเรียนสองคนโตต้องไปเรียนว่ายน้ำ วันศุกร์ตัวเล็กอยู่บ้าน แตศุกร์นี้่เพื่อนจะมาเล่นด้วย ศุกรหน้า์ก็มีงานวันเกิดเพื่อนอีก ...

พอวันเสาร์เวียนมา ฮูลา ฮูลา ระริกระรี้ได้ตื่นสายหน่อยสักชั่วโมงสองชั่วโมง สองปีหลังนี้เริ่มมีการตกลงกับเด็กที่เริ่มโตว่า ตื่นแล้วไม่ต้องปลุกพ่อแม่หากยังไม่เกินแปดโมงเช้า ตื่นแล้วจงไปฉี่ แล้วจะย่องลงมาแอบดูการ์ตูนตอนเช้าก็ไม่ว่ากัน (ปล่อยพ่อและแม่กรนหนึ่งวันต่อสัปดาห์เถิดหนา ลูกเอ๋ย) ก่อนเข้านอนวันศุกร์จึงไม่ลืมจัดนมกล่องและแครกเกอร์ใส่ถาดวางไว้บนโต๊ะให้เด็กๆในเช้าวันเสาร์ เมื่อคนเป็นแม่ตื่นแล้ววันหยุด แต่มันไม่ค่อยได้หยุดพักตามหลักการวันเรียกหรอก เพราะยังมีผ้ากองให้ซัก แห้งแล้วก็มากองรอให้รีด ต้องด้นทำกินสามมื้อต่อวัน เก็บกวาดขยะที่ไม่เคยหมดสิ้น สะสางงานการที่จ่อคิวใหม่ๆ รออยู่เต็มหรา ก่อนที่เวลาชีวิตมันจะเคลื่อนผ่านไปสู่วันอาทิตย์ วันจันทร์ ...ยันวันศุกร์ จนจบทบเดือนใหม่ เผลอไผลไร้สติตรึกตรองอาจจะสะดุ้งเอาได้ เมื่อเงยหน้าแล้วปฏิทินเฉียดผ่านไปแตะเดือนสุดท้ายแห่งปี เอ้า ... ปีใหม่กำลังจะมาเยือนอีกครา

แล้วจะเอาเวลาตรงไหนมาขยันเขียนเล่าตรงนี้กัน เมื่อยาม “คืนรัง” โปรดบอกกล่าวกันหน่อยเถอะ ... ชีวิต!!!

21 กันยายน 2550

Copyright © 2007 kaewlery.com
 

ก่อนการเดินทาง

วันของแม

People Come People go

เรือจ้างของลูก

งกด้วยตรรกวิถี#1

ขอเวลา 5 นาที

โปรดกรอกอาชีพว่า "แม่บ้าน" อย่างภาคภูมิ