
ช่วงฤดูปิดเทอมที่นี่ บ้านเราและบ้านคนอื่นๆ แถวยุโรปจะมีกิจกรรมประจำช่วง คือ การอพยพเร่ร่อนไปท่องเที่ยวกัน นัยว่าปีทั้งปีดักดานทำงานง่กๆ พอเด็กปิดเทอมจึงต้องยกโขยงหายออกจากบ้านแรมเดือนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ฉะนั้นใครที่ผ่านมาช่วงเดือน ก.ค.- ส.ค. นี้จะได้พบว่าจราจรทั่วภาคพื้นยุโรปค่อนข้างแออัด รถยนต์แต่ละคันแน่นขนัดไปด้วยสัมภาระที่ขนกันไปราวย้ายบ้าน อัดท้ายรถยังไม่พอ บางคันต้องใช้กระเป๋าฝาครอบเสริมติดตั้งไว้บนหลังคา แถมแบกจักรยานพ่วงบั้นท้ายรถไปอีกด้วย คนแถวนี้สามารถแบกขนบนรถยนต์คันเดียวท่องเที่ยวทั่วแคว้นได้อย่างเป็นเลิศ !! แต่ไม่ใช่ชาวยุโรปทุกประเทศหรอกนะที่ขยันแบกขนทั้งคนและของท่องเที่ยวไปทั่ว ที่เห็น ( อาการ ) หนักๆ คือ พวกชาวดอยซ์ - เยอรมัน กับชาวดัทช์นี่ล่ะที่ขยันขับรถท่องเที่ยวแบกขนยาวไกลไม่ย่อท้อ พวกเราอยู่ไปอยู่มาในเมืองตาหรี่แสงน้อยแดดงามๆไม่ค่อยสาดส่อง เลยมีอาการเบิกตา ( เลิกหรี่ ) แห่ตาม หรือเกิดอาการเก็บกดทางสัญชาติที่แปลงกายเข้ามาสิงอยู่ในเรือนร่าง เมื่อเด็กๆ เข้าโรงเรียนแล้วทุกฤดูปิดเทอมผสมโรงออกเดินทางกับเขามั่ง ด้วยความจำเป็น เพราะช่วงโมงยามเหมาะๆ ถนนหนทางโปร่งๆโล่งๆ ก็ไม่สามารถออกไปตะลอนเหมือนก่อนเคย จริงๆ แล้วถ้าเลือกได้เราไม่อยากเดินทางกันช่วงนี้นักหรอก เพราะไปไหนๆ เหมือนไปแย่งกันเที่ยว แย่งกันกิน แย่งถนนเบียดกันเดินทาง สภาพรถติดช่วงปิดเทอมนั้นมันติดกันข้ามประเทศ ข้ามภูเขา ยิ่งเส้นทางการเดินทางลงยุโรปใต้ ( เช่น อิตาลี ) ต้องมีการมุดถ้ำอุโมงค์แสนยาวแห่งแคว้นยุโรปในเขตออสเตรียหรือสวิสเซอร์แลนด์ อุโมงค์พวกนี้เป็นเส้นทางลัดตัดตรงที่เขาสร้างขึ้นโดยเฉพาะเพื่อจะได้ไม่ต้องขับรถขึ้นเขาแล้วอ้อมกันไปอ้อมกันมา 3 วันกว่าจะถึงดินแดนหลังภูเขาโน่น เขาเลยทำการเจาะภูเขาทำเป็นอุโมงค์ให้เราขับรถลอดกันไป อุโมงค์ที่ยาวที่สุดของเส้นทางยุโรปอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ ชื่อว่า Gotthard ( อ่านว่า ก็อททาร์ด ) ซึ่งยาวซะ 17 กิโลเมตร ใครที่ต้องใช้เส้นทางผ่านอุโมงค์สายนี้ ควรเตรียมใจท่องคาถาดีๆ ( เปิดวิทยุช่องข่าว Gotthard ไว้เลย ) ก่อนมุดเข้าอุโมงค์ เพราะนอกจากต้องมุดขับอยู่นานแล้ว ยังต้องเสี่ยงต่อภาวะรถติดก่อนมุด เพราะในช่วงพีคแห่งการเดินทางฤดูปิดเทอมนี้ มีคนแห่ลงใต้ไปอิตาลีกันเยอะ ยิ่งเราอาศัยอยู่ยุโรปตอนต้น ไม่สามารถรอดพ้นการมุดอุโมงค์เทือกเขาเอลป์แห่งใดแห่งหนึ่งไปได้ ไม่ไปมุดที่ออสเตรียก็ต้องมุดที่ Gotthard สวิสเซอร์แลนด์แห่งนี้ เกิดวางแผนโมงยามไม่ดี อาจจะไปรถติดรอลอดอุโมงค์ได้ยาวถึง 5-6 ชั่วโมง ... เพี้ยงๆ อย่าเพิ่งไปคิดถึงมันเลย นั่นเป็นชะตากรรมช่วงการเดินทาง ... เล่ารายละเอียดมาตอนนี้ เดี๋ยวจะยาว เก็บกระเป๋าไม่สำเร็จ - เป็นเสร็จกัน จริงแล้วอยากเล่าเรื่องภารกิจก่อนการเดินทางที่หนักหนาว้าวุ่นเร่งรีบ ครอบครัวไหนลูกมาก ( เช่นเรา ) ก่อนการเดินทางนั้นจะโกลาหลยิ่งนัก หากเป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มออกเดินทางไกลครั้งแรก การจัดกระเป๋าและยัดทั้งหมดเข้าไปในรถ สร้างความเครียดให้สติแตกกันมาหลายครอบครัว เพราะว่าการเดินทางท่องเที่ยวเช่นนี้ บางครั้งต้องหอบไปหมด ไม่ว่า ผ้าปูที่นอน หมอน มุ้ง บางครอบครัวชอบแบบนอนติดดินกินกลางแสงจันทร์ ต้องเตรียมเครื่องแค้มปิ้ง เตรียมหม้อไหเพื่อการหุงต้มติดไปด้วย การแบกขนต้องมีการคำนวณปริมาตรและน้ำหนักของที่จะแบกขนไป สามารถขนได้แค่ไหนและอย่างไร บางคนท่องเที่ยวแบบนี้จนชำนาญก็มีเช็คลิสต์เป็นคู่มือและช่ำชองการยัดสัมภาระเข้าไปในรถยนต์คันหย่อมและคันใหญ่ได้อย่างสติไม่แตก บ้านเรานับแต่มีลูกเพิ่งเริ่มท่องเที่ยวแบกขนทางไกล ( มาก ) แบบบ้าหอบฟางด้วยรถยนต์เป็นปีที่สอง ก่อนหน้านี้เลี่ยงได้เป็นเลี่ยงไม่ยอมออกเดินทางในช่วงนี้เด็ดๆ แต่ตอนนี้เลี่ยงไม่ได้ซะแล้ว ต้องออกเดินทางแค่ช่วงฤดูปิดเทอมเท่านั้น ไม่อยากไปไหนเพราะขี้เกียจตามแห่ สงสัยต้องนอนแคะขี้หูเด็กๆ ทั้งเดือนอยู่กับบ้านในเมืองที่แทบจะร้างไร้ผู้คน เพราะเขาพาอพยพหายกันไปหมดเกือบค่อนเมือง ( สบายขโมยแฮ เลือกย่องขึ้นได้หลายร้อยบ้าน) ภารกิจที่ตอ้งทำก่อนการปิดบ้านทิ้งไปหนึ่งเดือน ใครมีหมามีแมวต้องเริ่มคิดล่ะว่าจะเอามันไปฝากใคร ไปท่องเที่ยวไกลบ้านแบบนี้ ถึงหอบอะไรไปได้หมด แต่พวกสัตว์เลี้ยงนี่ใช่ว่าบ้านพักทั้งหลายเขายินดีต้อนรับ เพราะคนพักมากมายที่แพ้ขนหมาขนแมว บ้านพักส่วนใหญ่จึงแจ้งไว้ชัดเจนว่าสามารถขนสัตว์เลี้ยงไปด้วยได้หรือไม่ ? ถ้าขนไปด้วยไม่ได้ และไม่มีใครรับฝากดูแล เจ้าของก็ต้องลงทุนไปฝากโรงแรมหมาๆ แมวๆ กันล่ะ เจ้าของออกท่องเที่ยว น้องหมาน้องแมวเลยไปนอนโรงแรม แหม ... เกิดมาเป็นหมาแมวประเทศนี้มีชีวิตแสนสุขสบายกว่าประชาชนในทวีปแอฟริกาค่อนทวีป ฮึฮึ โชคดีบ้านเราไม่มีสัตว์เลี้ยงใดๆ ที่ต้องไปเช่าโรงแรมแรมเดือนฝากมันไว้ ( จริงแล้วทำใจไม่ได้ที่สัตว์เลี้ยงจะมีชีวิตที่ไฮโซกว่าตัวเอง ) ในเมื่อมีลูกสามตัว ( บ้านนี้เรียกลูกเป็นตัวๆ ) แล้วไยต้องมีสัตว์เลี้ยงเป็นตัวๆ อีกเล่า ( จริงไหม ?) แต่มันไม่จริงหรอก สัตว์เลี้ยงกับเด็กเป็นสิ่งคู่กัน แม้แม่ ( มัน ) จะย้ำบอกว่า มีลูกแล้วก็เหมือนมีหมา ( ทำไมไม่ยักกะเชื่อแม่ ) เมื่อหนูๆ ไม่ยอมเชื่อแม่ แถมพ่อยุยงส่ง ( เพราะฮีชอบงานบำบัดน้ำเสียเป็นงานอดิเรก นอกเหนือจากอาชีพประจำ ) หนูๆ เลยริเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่โชคดีไม่วิ่งเพ่นพล่านออกมาขี้เรี่ยราด เป็นแค่ปลาหางนกยูงโขยงหนึ่งว่ายอยู่ในอะควาเรี่ยม ตอนแรกซื้อมาสี่ตัว แต่จ้องกันไปจ้องกันมา ( เหมือนปลากัดมั้ง ) เลยคลอดตัวเล็กๆ มาอีกโขยงใหญ่ สบายแฮ หนูๆ ที่บ้านเพราะว่าได้สมาชิกปลามากขึ้น ไม่ต้องแย่งกันชี้ว่าตัวไหนของเธอของฉัน ... นั่นล่ะ ปัญหาเล็กๆ ที่เวลาก่อนเดินทาง ต้องไปหาชาวบ้านที่สนิทสนมมาช่วยให้อาหารปลาวันละครั้ง โชคดี ( อีกละ) ที่เพื่อนบ้านตรงข้ามวัยเกษียน ไม่ชอบออกท่องเที่ยวฤดูปิดเทอม เลยอาสามาช่วยดูแลบ้าน รดน้ำต้นไม้ เก็บจดหมาย สอดส่องสายตาว่าใครมางัดแงะ และช่วยให้อาหารปลาด้วยเลย ฝากสัตว์เลี้ยงในตู้เรียบร้อยแล้ว ภารกิจต่อมา คือ การกำจัดสิ่งที่จะเน่าเสีย ปิดบ้านหายไปหนึ่งเดือนของกินที่เน่าเสียต้องเก็บทิ้งหรือเก็บกินให้หมดสิ้น ไม่งั้นเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ ก่อนหน้าการเดินทางจึงต้องวางแผนกำจัดของกินในบ้านออกมาทำกินโลดๆ ทั้งของสดในตู้เย็น ของกินแห้งๆ ที่ซื้อตุนไว้และควรกินให้หมดไปบ้าง ไม่ควรค้างคลังแสงไว้นาน หนึ่งเดือนจะจากไปจึงไม่ซื้ออะไรเพิ่ม เก็บกินมันให้หมด คิดเมนูผสมผเสตามหลัก งกตรรกวิถี ซะเพลินไปเลย เมื่อเริ่มกำจัดของกินไปได้พอประมาณ ก็ต้องวางแผนล่วงหน้าว่า ก่อนการเดินทางสักสองวัน ต้องเริ่มล้างตู้แช่แข็ง ( ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตู้เย็น ) และคืนก่อนการเดินก็เริ่มเคลียร์ของกินในตู้เย็นทุกชนิด แช่ไว้เฉพาะของที่จะหอบไปกินระหว่างการเดินทาง แล้วเช็ดตู้เย็นให้สะอาด พอรุ่งเช้าเอาของกินแพ๊คลงตะกร้าแล้วก็ถอดปลั๊กปิดตู้เย็นได้เลย จริงแล้วไม่ใช่ทุกบ้านที่เขาล้างตู้แช่แข็ง ปิดตู้เย็นแบบบ้านเรา แต่เนื่องจากบ้านเราพยายามลด carbon footprint ( ลดการปล่อย CO2) ไม่อยากเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าใดที่ไม่ใช้ทั้งเดือนไว้ พวกตู้ปลาทั้งหลายใช้ปลั๊กที่ตั้งเวลา คือ ไฟตู้ปลาจะเปิดตั้งแต่ตอนแปดโมงเช้าถึงสี่ทุ่มแล้วมันจะดับไป ไฟหน้าบ้านก็เป็นระบบเซ็นเซอร์จะสว่างเมื่อฟ้ามืด ฮ่ะฮ่ะ วันไหนฝนตกฟ้าสลัวมันก็เปิดๆ ปิดๆ แบบผีหลอก ( ขโมยไม่กล้าปีนเข้าอีกต่างหาก ) แต่ไม่เปลืองไฟหรอกนะ เพราะบ้านเรารสนิยมต่ำใช้ไฟไม่กี่วัตต์ต่อดวง บางดวงแค่ 2 วัตต์เท่านั้น ... หลอดผอมแค่ไหนก็ล่อเข้าไป 20 วัตต์ล่ะเน้อ ผลาญไฟกว่าดวง 2 วัตต์ 20 เท่า ... เอาล่ะ เก็บบ้าน ฝากปลา ล้างตู้เย็น ตั้งเวลาเปิด - ปิดไฟในบ้าน ขนกระถางต้นไม้ออกไปวางที่สวนรอน้ำฝนชโลมดินตามธรรมชาติ ( กะประหยัดน้ำ ) หรือเพื่อเพื่อนบ้านจะได้สะดวกดูแลหากมันแล้งน้ำ ( ฝน ) นักก็ช่วยสาดน้ำโครมเดียวรดสิ่งมีชีวิตสีเขียวได้หมู่ ภารกิจสุดท้าย คือ การจัดกระเป๋า บ้านลูกสามตัวเวลาไปไหน 2 คืนหรือ 1 เดือนเหมือนหอบของไปเท่ากัน เราเองมีหลักการจัดของมาแต่สาวๆ ซึ่งสมัยนั้นแพ๊คของแบบคอมแพ๊คท์ไปไหนๆ ก็ยัดเสื้อผ้า หนังสือ ซีดี กล้อง ลงเป้ยี่ห้อ แจ๋นสปอร์ต ใบเดียวเที่ยวได้ทั้งอาทิตย์ หลักการจัดกระเป๋าเดินทางไกลนั้นมีหลักง่ายนิดเดียว เอากางเกงในไปเยอะๆ ท่องถือคติเสื้อนอกกายใส่ซ้ำไม่เป็นไร เปลี่ยนแค่ชั้นในใหม่ทุกวันเป็นพอ ( หากไม่มีที่ซักเสื้อ ) ฉะนั้นเวลาจัดกระเป๋าให้คำนวณชิ้นเสื้อผ้าไล่จากชั้นในไปหาชั้นนอก กางเกงใน 10 เสื้อกล้าม 5 เสื้อยืด 3 เสื้อเชิ้ต 2 กางเกง 3 ตัว ( ยีนส์ สั้น ผ้า ) โสร่ง 1 ... ประมาณนี้ รับรองหอบไปไม่เกินจำเป็น โม้มายาวแล้ว สมควรแก่เวลาไปเก็บเสื้อและกางเกง ( ใน ) ลงกระเป๋าแล้วปิด เอาไปยัดท้ายรถแล้วออกเดินทางเสียที ... อีก 1 เดือนจะกลับมาบัลลาดตอนต่อไป
28 กรกฎาคม 2550
|