โปรดกรอกช่องอาชีพว่า "แม่บ้าน" อย่างภาคภูมิ

"เป็นยังไงบ้างชีวิตแม่บ้านให้สามีหาเลี้ยง ..."

"คนอย่างเธออยู่เฉยๆได้ด้วยเหรอ ... ไม่ทำงานทำการอะไรเป็นปีๆ"

คำทักถามซ้ำๆ จากเพื่อนฝูงของฉัน ยามเมื่อเรามีโอกาสนัดเจอกันเมื่อฉันเดินทางกลับบ้าน ฉันรู้สึกได้จากน้ำเสียงของเพื่อนๆ ว่าไม่ได้ทักด้วยอาการชื่นชมอิจฉา หากออกจะส่อแววสงสัยใคร่อยากรู้ความจริง ทำเอาฉันต้องเก็บคำถามมานิ่งครุ่นคิดหาคำตอบเหมาะๆ เพื่อต่อบทสนทนาสนองความใคร่รู้ของเพื่อนๆ อยู่ครู่ใหญ่

"ก็สบายดีกว่าที่เคยคิดนะ"

ฉันตอบเพื่อนไปด้วยเสียงเรียบๆ หากหนักแน่นตามที่รู้สึกแค่นั้น มิได้เสแสร้งแกล้งตอแหลกับตัวเองแต่อย่างใด

หลังจากวันนัดพบเพื่อน ฉันย้อนคิดถึงคำทักถามของเพื่อนอีกหลายครั้ง ไม่นึกแปลกใจมากที่ใครเขาจะคิดว่าอาชีพแม่บ้านเป็นอาชีพที่เลื่อนลอยถอยหลังบทบาทออกจากสังคม โดยเฉพาะกับผู้หญิงอย่างฉันที่เคยแอคทีฟกับงานนอกบ้านมากๆ มาก่อน หลายคนอาจจะคิดว่า ป่านนี้ฉันกำลังมีชีวิตจมอยู่ในปลักในบ้าน ไร้ความสุข มีอาการอึดอัดคุ้มดีคุ้มร้ายเพราะมีชีวิตวิ่งวุ่นอยู่แค่ในบ้าน ผละจากชีวิตคล่องๆ เคลื่อนๆ เวิร์คกะฮอลิกแบบหักโหมหามรุ่งหามเช้า ถอยหลังกลับมารับตำแหน่งนั่งยองๆ ขัดส้วม ถูบ้าน ล้างจาน รีดผ้า ทำกับข้าว เช็ดก้นลูก หน้าไม่ได้ผัด ผมไม่มีเวลาจะหวี เนื้อตัวไม่ค่อยได้แต่งสวยแต่งงาม วันๆ ไม่ค่อยได้พบเจอผู้คนเพื่อนฝูง เพราะหัวกับก้นมีแต่ขยับเขยื้อน หมุนย้ายจากผนังหนึ่งไปชนอีกผนังหนึ่งที่ก่อกั้นห้องแต่ละห้องในบ้านทั้งวันทั้งคืนทั้งเดือนทั้งปี ... วนซ้ำเช่นนี้อยู่ร่ำไป

ฉันไม่เคยคิดที่จะสวมชีวิตแม่บ้านเต็มเวลามาก่อน ตลอดมาเคยคิดที่ไหนกันล่ะว่า จะต้องมาเป็นแม่บ้านให้ใคร ? เพื่อใคร ? ด้วยฉันนั้นไม่ได้เกิดมาพร้อมด้วยจิตใจเสียสละช่างบริการ ไม่เคยมีอุดมคติที่จะเป็นเมียและเป็นแม่ที่ดีของใครมาโดยสันดานตั้งแต่เกิด แต่หลังจากที่ลูกคนแรกคลอดออกมาจากพุงกลมๆเป่งๆ ฉันก็เปลี่ยนไปสิ้นเชิง แถมได้ค้นพบว่า ... นานวันไปก็ชักไม่อยากถอนตัวจากหลุมเลยทำการนอนแผ่ยึดหลุมสบายแฮไปเลยล่ะสิ

น้องรักคนหนึ่งของฉันแต่งงานไปก็หลายปี ยังไม่คิดที่จะมีลูกเสียที อาจจะเพราะชีวิตแห่งการศึกษาของเธอไม่ยอมสิ้นสุดลงง่ายๆ เธอเป็นคนขยันเรียนและเรียนได้ดีในทุกสาขา จะเรียนหมอ จะเรียนชีววิทยา สาขาสุดเลิศสุดไบร์ททั้งหลาย เธอเรียนได้อย่างสุดแสนสนุก อ่านตำราเร็วเหมือนอ่านนิยายรัก เธอส่งข่าวล่ามาถึงฉัน ประกาศตกลงปลงใจแน่นหนักว่า "หนูจะเปลี่ยนไปเรียนพยาบาลแทนหมอแล้วล่ะ หนูเพิ่งค้นพบตอนไปเป็นหมอฝึกหัดว่า หนูชอบบริการคนอื่นน่ะพี่ ไปเป็นหมอก็แค่มาตรวจๆ จับๆ 5 นาทีจบแล้วก็ไป แต่เป็นพยาบาลนี่สิ ได้ใกล้ชิดดูแลผู้ป่วยอย่างแท้จริง"

วันหนึ่งไม่นานมานี้ น้องเธอเขียนอีเมล์มาคุยด้วยอย่างยาว แล้วก็ถามว่า "พี่ ... พี่เคยเกลียดลูกตัวเองไหม ? เนี่ยเพื่อนหนูที่มีลูก เริ่มถึงช่วงเกลียดลูกตัวเอง เพราะเริ่มอยากทำอะไรที่ตัวเองอยากทำ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะลูกกวนตลอดเวลา หนูนับถือพี่นะเนี่ย อยู่บ้านเลี้ยงลูกเฉยๆ อย่างเดียวมาได้ตั้งนาน หนูคงเป็นแบบพี่ไม่ได้หรอก ... ชาตินี้หนูเลยว่าจะไม่มีลูก รอไปเล่นกับลูกพี่ละกัน"

เกลียดลูกเหรอ ? อะไรกัน ... ฉันไม่เคยนึกและรู้สึกถึงวลีคำถามนี้เลย ไม่ต้องสาบานที่ไหน บอกกันตรงๆ ไอ้ความรู้สึกเกลียดลูก เพราะอยากจะมีเวลาของตัวเองนั้น ... มันคนละเรื่องกัน ! สิ่งที่นึกบ่อยๆ แบบเห็นแก่ตัวไม่น้อย คือ   ฉันอยากให้โลกนี้มีใครผลิตกล่องที่สามารถเก็บเด็กให้มีความสุขอยู่ในนั้นอย่างเงียบเชียบ เรียบร้อยสัก 1-2 ชั่วโมง นั่นล่ะ ... ฉันจะมีความสุขมากที่สุดเลยเชียว

มีความน่าจะเป็นไปได้อย่างสูงว่า ผู้หญิงสมัยใหม่จำนวนหนึ่งไม่ปรารถนาจะเป็นแค่แม่บ้าน มีสภาพหน้ามัน พุงปลิ้นหลาม หรือกลายเป็นยายเพิ้งวิ่งจับไล่ลูกตัวเล็กๆ ตั้งแต่เช้ายันเย็น ( แม้ว่าฉันยังไม่ได้กลายสภาพเป็นยัยเพิ้งพุงปลิ้นร้อยเปอร์เซนต์ ... แค่ยกตัวอย่างอย่างแย่ที่สุดมาบรรยายให้เห็นภาพกัน ) ในเมื่อหญิงยุคใหม่สมัยนี้ต่างมีการศึกษามีความสามารถทัดเทียมงวงช้างงาช้างไม่แพ้เพศชาย จะให้ผู้หญิงเก่งๆ มารับบทจับเจ่าปัดฝุ่น ถูบ้าน ทำงานรับใช้ไม่รู้จบอยู่ในโลกแคบๆ แค่บ้านหลังหนึ่ง กันง่ายๆ ... ได้อย่างไรกัน ?

ในบางวันที่ฉันนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พยายามที่จะเขียนอะไรที่คิดๆไว้ในหัวมากมาย ฉันกลับพบว่า เวลาว่างที่กันไว้สำหรับตัวเอง มันเป็นเวลาที่ว่างโล่ง ... โล่งสนิท สมองที่เคยคิดอะไรแล่นปรู๊ดแล่นปร๊าดกลับนิ่งและทื่อสุดแสน ตัวอักษรที่เคยวิ่งมาชนความคิดทำให้เกิดนึกอยากเขียนแบบทะลักหลั่งไหลมากมายในยามที่กำลังขัดส้วม ถูบ้าน รีดผ้า พอมีเวลามานั่งจมอยู่ตรงแป้นพิมพ์ ฉันกลับดีดมันออกมาได้เสียงดังสองสามแต๊ก แล้วก็หยุดเงียบ ตัวอักษรที่พิมพ์ค้างอยู่บนจออ่านได้ไม่เป็นเรื่องราวอย่างที่พรวดพราดทะลักออกมาในหัวสมองยามที่กำลังขัดโถส้วมเลยสักนิด

ฉันจึงยังคงปฎิเสธอยู่ลึกๆ ในใจว่า ฉันไม่ได้มีอาชีพแม่บ้านโดยอาชีพหรอกนะ เพราะในความทะเยอทะยานอยาก ค่อยนั่งนับวันและเฝ้าดูโอกาสที่จะฉวยคว้าออกไปโลดแล่นในโลกความคิดของตัวเองตลอดเวลาไม่เลิกล้ม แม้ในตอนนี้จะทำได้แค่เพียงฝันๆ ไป และนึกแปลกใจที่แม่บ้านมืออาชีพหลายคนรอบตัวที่แดนกังหัน หลายคนช่างมีหน้าตาภาคภูมิใจเหลือเกินที่ประกาศต่อใครๆ ว่า ตัวเองเป็นแม่บ้าน ... อย่างภาคภูมิ

จนกระทั่งวันหนึ่งเราจัดงานเลี้ยงที่บ้าน ช่วงดึกเด็กๆเข้านอน กลุ่มผู้ชายวัยพ่อๆ ล้อมวงคุยกันมุมหนึ่ง กลุ่มผู้หญิงแม่ๆ ล้อมวงพูดคุยแยกมาอีกมุม มักด้า - เพื่อนบ้านที่แสนจะเพียบพร้อมของฉันเริ่มเล่าถึงเรื่องการเรียนของเธอที่ใกล้จะสิ้นสุดให้ฟังอย่างปลาบปลื้ม ในขณะที่แอนนา - คุณแม่สุดแสนแอททีฟลูกสี่นั่งร่วมฟังอยู่ด้วย ฉันเป็นคนสังเกตการณ์ นั่งฟังเธอสองคนด้วยความชื่นชม ด้วยว่าเธอทั้งคู่เป็นแม่บ้านที่ดูแฮปปี้กับชีวิตและการดูแลลูกๆของตัวเองอยู่เสมอในสายตาฉัน จนเมื่อฉันเอ่ยปากว่า "มักด้า ... เธอรู้ไหมเธอเป็นแม่บ้านที่สมบูรณ์แสนขยันที่น่าชื่นชมมากในสายตาฉัน"

มักด้ารีบส่ายหน้าแล้วเล่าต่อทันใดว่า "ไม่จริงหรอก รู้ไหมตอนลูกชายคนที่สองฉันอายุขวบครึ่ง ( ปัจจุบันอายุ 7 ขวบ ) ฉันนั่งรีดผ้าไปร้องไห้ไป พอเบาว์เกอร์ ( สามี ) กลับมาจากสอนหนังสือที่โรงเรียน โผล่หน้าเข้ามาในบ้าน ฉันตะโกนใส่เขาทันทีว่า ฉันทนไม่ไหวแล้ว ฉันไม่อยากอยู่บ้านทุกวี่ทุกวัน เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกไปวันวันแบบนี้ ... ฉันตัดสินใจบอกกับเบาว์เกอร์ว่า ... ฉันจะออกไปเรียนต่อ เรียนอะไรก็ได้สัก 1 วันต่อสัปดาห์ หลังจากนั้น ฉันจึงรู้สึกดีขึ้นมาก และสามารถเป็นแม่บ้านควบสถานภาพนักศึกษาภาคพิเศษอย่างแฮปปี้มาจนบัดนี้ไงล่ะ"

ฉันกำลังคิดว่า แล้วฉันล่ะจะไปรอดได้อีกแค่ไหน กับอาชีพใหม่ที่ยังไม่สมัครใจร้อยเปอร์เซนต์อาชีพนี้

วันหนึ่งที่ฟ้าโปร่งสีแจ่มใส อากาศเริ่มอุ่นเย็นสบาย เพราะแสงแดดกระจ่างของต้นฤดูใบไม้ผลิ เมื่อพ่อบ้านส่งลูกสาวคนโตไปโรงเด็กเล่น ( ที่แดนกังหันเรียกโรงเล่นว่า peuterspeelzaal) ในช่วงเช้า ตอนสายๆ ฉันจับลูกคนรองนั่งรถเข็นเดินเลียบถนนอันแสนเงียบเชียบของเมืองเล็กๆ ที่หมาแทบจะรู้จักกันทุกตัว ไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต

ฉันมักจะเดินเลียบเลี้ยวไปบนเส้นทางประจำซ้ำซาก จากถนนหน้าบ้าน ข้ามสี่แยกคูคลอง เข้าสู่ถนนหน้าแฟลต ไปเลี้ยวขวาแยกหน้า แทนที่จะเลี้ยวตรงถนนถัดไปที่มีรถราวิ่งกันขวักไขว่ที่มีทางเดินเท้าแคบๆ ไม่สะดวกต่อการเดินกับรถเข็นเด็ก จากนั้นจึงเลี้ยวซ้ายอีกครั้ง ผ่านศูนย์เภสัชกรรม - ขายยาของย่านชุมชน แล้วค่อยข้ามฟากไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด เส้นทางการเดินของฉันจะซ้ำซากจนแทบจะหลับตาเดินไปได้เช่นนี้ทุกวันไม่มีวันหลง ฉันไม่ชอบเปลี่ยนเส้นทางให้วกวน เพราะเคยลองเดินมาเกือบทุกซอยถนนแล้ว ฉันนึกรักเส้นทางซ้ำซากเส้นนี้ที่สุด

ผิดกับเพื่อนเดนนิชของฉันที่เคยเล่าให้ฟังว่า เธอจะชอบเปลี่ยนเส้นทางการเดินใหม่ที่ไปสู่จุดหมายเดิมทุกวัน หากวันก่อนเคยเลี้ยวแยกหน้า วันต่อไปเธอจะเลี้ยวแยกถัดไป เธอไม่ชอบเส้นทางจำเจ เพราะมันทำให้ชีวิตที่จำเจ ซ้ำซาก น่าเบื่อหนักเข้าไปใหญ่ คนเรามีเหตุผลแห่งทางเลือกยึดหลักอยู่บนปรัชญาของชีวิตที่สามัญ หากแตกต่างกันไป บางครั้งจึงสนุกดีที่เรามาเล่าแลกเรื่องเล็กๆ ราวขี้ผงสู่กันฟังมากกว่าเรื่องราวหนักอึ้งที่บินหึ่งอยู่รอบหัวหู

ในระหว่างทางที่เดินขาไปและขากลับในเส้นทางซ้ำซากของฉัน วันที่แดดสาดแสงมาอย่างอบอุ่น ฉันเห็นแม่บ้านชาวดัทช์มากกว่า 10 คน เอาบันไดมาวางพาดหน้าบ้าน แล้วเขย่งเช็ดถูบานกระจกกันอย่างขันแข็ง ภาพเช่นนี้จะมีให้พบเห็นอยู่บ่อยๆ ในช่วงวันอากาศดีต้นฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นฤดูแห่งการทำความสะอาดใหญ่ของแม่บ้านฝั่งนี้ เหล่าแม่บ้านคนขยันพร้อมใจกันออกมาขัดถูกระจกบานกว้างหน้าบ้านจนใสแจ๋วแวววาววับจนมองแทบจะทะลุโปร่งโป๊เข้าไปในบ้านเหมือนมิมีอะไรมาขวางกั้น

ฉันแวะไปรับลูกสาวคนโตที่โรงเล่น เดินกลับมาถึงบ้าน ป้อนข้าวป้อนน้ำมื้อกลางวันลูกๆเสร็จ ก็เดินคุมรุนหลังให้ทั้งคู่ไต่ขึ้นบันไดไปแปรงฟัน จับเปลี่ยนใส่เสื้อนอน ใส่ซีดีกดปุ่มเปิดเพลงเด็กกล่อมให้ลูกๆนอนพักกลางวัน เพื่อที่หลังจากนั้นฉันจะได้มีเวลาทำอะไรที่ตัวเองอยากทำบ้าง ... สักครึ่งชั่วโมง - ชั่วโมง

ตกเย็น ... แม่สามีโทรมาคุยถามไถ่ข่าวสารรายสัปดาห์ เราคุยกันเรื่องอากาศดี แล้วฉันก็เล่าเรื่องที่เห็นแม่บ้านดัทช์เขาออกมาขัดถูหน้าต่างกันยกใหญ่ ทำให้ฉันเกิดแรงใจไม่อยากมองผ่านกระจกหน้าบ้านฝ้าๆ มัวๆ เมื่อลูกส่งขึ้นนอนกลางวัน ฉันลงมานั่งกินอาหารกลางวันจนอิ่ม แต่แทนที่ฉันจะไปนั่งเขียนอะไรที่ฉันอยากเขียน ซึ่งเป็นความสุขผ่อนคลายส่วนตัว ฉันกลับเดินไปคว้าถังน้ำ ไม้ถูกระจก ผ้าเช็ด และบันไดไปยืนขัดถูกระจกหน้าบ้านหลังบ้านกับเขามั่ง แม่สามีนิ่งฟังฉันเล่าผ่านสายโทรศัพท์อย่างเงียบเชียบจนจบ แล้วจึงหัวเราะเสียงใสกรอกตามสายกลับมา ด้วยน้ำเสียงชื่นชมสุดฤทธิ์ว่า

Je bent een goede Nederlands huisvrouw geworden. ( เธอกลายเป็นแม่บ้านดัทช์มืออาชีพไปแล้วล่ะจ้ะ )

15 เมษายน 2548

Copyright © 2007 kaewlery.com
 

home

Old Ballads

ขอเวลา 5 นาที

โปรดกรอกช่องอาชีพว่า "แม่บ้าน" อย่างภาคภูมิ