
นิสัยสมัยยังสาวจะเรียกว่างกได้อย่างไร ออกจะสุรุ่ยสุร่ายใจง่ายออกอย่างนั้น ดีที่ว่าฉันยังมีกฎเหล็กหุ้มกุญแจมือไว้อย่างเคร่งครัด ยึดถือปฏิบัติเสมอมา คือ จะไม่ยอมเป็นหนี้เป็นสิน จะไม่ขอยืมเงินใครๆ ... เป็นอันขาด เพราะมันจะมาริดลอนสิทธิเสรีภาพของตัวเอง หากต้องตกเป็นทาสดอกเบี้ยเขาน่ะสิ ! หลังจากที่ฉันกลายมาเป็นแม่บ้านชาวเกาะ (สามี) มีลูกหลายตัว (ลูกบ้านนี้นับจำนวนเป็นตัว) อาการคิดหน้าคิดหลังโผล่มาเองแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เมื่อเหลียวกลับไปนึกถึงพฤติกรรมก่อนเก่า ทำให้ใจหายวาบอย่างน่าตกใจ ชีวิตสาวโสดโดดเดี่ยวมันช่างคิดสั้น คิดไปวันต่อวัน ( เงิน ) เดือนต่อเดือนเท่านั้นเองล่ะหรือ พอมีชีวิตพ่วงหน้าพ่วงหลัง แถมยังติดเกาะ เลยทำให้ต้องคิดไกล อาศัยตรรกศาสตร์เข้ามาปรับวิถีตัวเองเสียใหม่ให้มันเกิดเป็น "พุทธิปัญญาแห่งวัย" ด้วยว่าฉันไม่ใช่คนนิยมของราคาถูก (ไว้ก่อนเสมอ) โดยไม่สนใจในคุณภาพว่าดี เลว หรือแค่พอใช้กันไป ที่ดูจะอาการหนักยิ่งไปกว่า หากฉันรู้ว่าสินค้าหรืออาหารที่วางขายชนิดใดไม่ดีต่อสุขภาพ (เวลาฉันซื้อของ ฉันจะยืนอ่านฉลากสินค้าอย่างละเอียดว่าส่วนผสมมีอะไรบ้าง และ GMO มาหรือไม่) หากต้นทางการผลิตทำลายสิ่งแวดล้อม เอาเปรียบค่าจ้างแรงงานโลกที่สาม หรือใช้แรงงานเด็ก .. ก็มักจะหลีกเลี่ยง (แถมเที่ยวไปบอกต่อใครๆ ให้ช่วยกันแบน) ฉะนั้นเมื่อถึงคราวที่จะต้องงก (กันบ้าง) จึงต้อง "งกด้วยตรรกวิถี (ที่สง่างามเล็กน้อย)" อาการงกตกระดับแบบล่าแต่ของถูกไว้ก่อน จึงไม่ใช่ตรรกวิถีที่ฉันจะเปลี่ยนกลยุทธิ์มายินยอมเออออเป็นไป อีกทั้งจะไม่ฝืนทำตัวรายได้ต่ำรสนิยมสูงไม่เลิกรา ... เพราะมันมีทางเลือกที่ดีกว่านั้น เรื่องดี ( ในความรู้สึกหรือข้ออ้าง ) ที่ว่า ฉันนิยมของคุณภาพดีต่อ (รสนิยม) ตัวเองและสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องดี จงอย่ายอมแพ้ละทิ้ง แม้มันจะมีข้อแย่ที่ว่า ของกินของใช้เหล่านี้มักจะราคาแพง (เสมอเลย) กระนั้นอย่างไร ทำให้ตัวฉันต้องเริ่มการปุจฉาปรับวิถีการบริโภคของตัวเองให้ "งก" ด้วยเส้นทางแห่งปัญญาสายใหม่ เมื่อไม่ได้ทำงานหาเงินเอง ฉันเปลี่ยนหน้าที่มาช่วยดูแลเงินของหนุ่มที่บ้าน ทำให้ตัวเองเริ่มรู้จักใช้จ่ายแบบไม่หน้ามืดเดินเข้าร้านซีดีแล้วหอบออกมา 20 แผ่นเหมือนแต่ก่อน ยิ่งย้ายมาอยู่ในดินแดนที่อะไรก็แสนแพง (แม้กระทั่งน้ำเปล่า) ทำให้ฉันได้ค้นพบดาราศาสตร์ว่า โมงยามแห่งการจับจ่ายอย่างถูกจังหวะ ถูกค่าครองชีพต่อเศรษฐกิจครอบครัวนั้น คือ การงกในเชิงตรรกศาสตร์ที่ท้าทายสมองยิ่งนัก ทุกเช้าวันจันทร์หลังจากแวะไปส่งลูกๆ ที่โรงเรียน ฉันจะแว่บเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านที่ไม่ต้องเสียค่าจอดรถ เดินดิ่งตรงไปที่ชั้นขายเนื้อสัตว์ Biologisch (คำเรียกออร์แกนิกในแถบยุโรป) จากที่ผ่านไปค้นพบโดยบังเอิญว่า ซูเปอร์ฯ แห่งนี้ ชอบลดราคาเนื้อสัตว์บีโอถึง 30% เพราะจะเป็นเนื้อสัตว์ที่ใกล้วันหมดอายุ คือ แพ๊คมาตั้งแต่วันพฤหัสฯ วันศุกร์ พอค้างเสาร์ - อาทิตย์ก็มีเวลาขายได้อีกไม่กี่วัน หากยังเป็นเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพดี ต้องซื้อแล้วปรุงกันวันนี้พรุ่งนี้ ความที่ฉันหัวใส (คล้ายๆนักลงทุน) ฉันจึงมักกว้านซื้อรวบเนื้อสัตว์ Bio หลากชนิดที่เขาลดราคา ไม่ว่าเนื้อสเต็ก พอร์คชอป เนื้อบด เนื้ออกไก่ ฯลฯ แล้วเอามาเก็บเข้าตู้แช่แข็ง ทำให้มีกักตุนทำอาหารไปได้ตลอดอาทิตย์ รอเวลาไปจับจ่ายมาตุนไว้ใหม่ตอนที่เขาลดราคาต้นสัปดาห์ต่อไป ก็เพราะอาหาร Bio ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ดีต่อสุขภาพชีวิตของคนและสัตว์พวกนี้ มันจะราคาค่อนข้างสูงกว่าอาหารธรรมดาเกือบ 100 % ถ้าซื้อเนื้อหมูบดธรรมดาอาจจะกิโลกรัมละ 5 ยูโร แต่ถ้าเป็นเนื้อหมูบด Bio จะตกกิโลกรัมละ 10 ยูโร ก็แล้วทำไมฉันถึงต้องกระแดะกินอาหาร Bio (แม้รายได้ต่ำเป็นศูนย์เช่นนี้) ก็เพราะฉันเชื่อว่า อาหารคือยาวิเศษ การลงทุนกับอาหารไม่ใช่เพียงแค่ให้มันอร่อยลิ้นลิ้มลอง หากคือการลดค่ารักษาพยาบาลและถนอมใช้ชีวิต อ่านมากรู้มาก รู้ถึงคุณค่าสารอาหารและสิ่งแปลกปลอมที่มันซ่อนมาในอาหารที่เราบริโภคเข้าไปทุกวัน บอกตรงๆว่าฉันกลัวและใจไม่สู้ที่จะเอาตัวเองและลูกไปเสี่ยงกินเนื้อสัตว์ราคาถูกๆ ที่ถูกขุนเลี้ยงมาด้วยกากอาหารชั้นเลวหรือเร่งด้วยสารเคมี อาศัยอยู่ในคอกแออัด ใครเล่าจะคิดย้อนภาพไปว่า บางทีตลอดชีวิตของไก่หรือหมูตัวที่เรานั่งกินชิ้นส่วนมันอยู่นั้น ... ช่างอาภัพยิ่งนัก เพราะไม่เคยได้เห็นดวงตะวัน ไม่ได้เหยียบขี้โคลนขี้เลน ไม่ได้บินออกไปขันเอ้ก อิ เอ้ก เอ้กยามเช้าบนหลังคาบ้านใครเลยสักครั้ง แล้วผลกรรมแห่งมนุษย์ผู้นิยมกินหมู - กินไก่อุตสาหกรรม วันคืนคืนดีนมเราอาจจะโตมหึมาโดยไม่ต้องไปให้หมอใส่ซีลิโคน หรือขนแขนชักเริ่มงอกยาว หรืออาจจะเริ่มขันได้อย่างไก่ที่ถูกขังในกรงแบบไม่เห็นแสงตะวัน ... ก็เป็นได้ ยุ่งยากคิดมากนัก ทำไมไม่กินเจไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดเลยล่ะ ... คู้น ! ต้องสารภาพตรงๆว่า คนมันยังกิเลสแห่งการเสพหนา เลิกกินเนื้อสัตว์ไม่ได้ จึงหันมาคอมโพรไมส์ชีวิต (แน่ะ กระแดะทับศัพท์) รายสัปดาห์ด้วยการกินเนื้อสัตว์สีแดง 2 วัน เนื้อสัตว์สีขาว 2 วัน ปลา 2 วัน ไร้เนื้อสัตว์ 1 วัน วนตารางกันไป เห็นไหมล่ะ...ตรรกศาสตร์เริ่มโผล่มาแล้ว เมนูจ่ายกับข้าวมากักตุนรายสัปดาห์ก็ลงตัวง่ายๆ ไม่ต้องคิดมากไปอีกด้วย ** ยังงกไม่ครบตรรก (ทุก) ศาสตร์ ยังมีอีกมากหลักแห่งเหตุผล (ของตัวเองคนเดียว)... อยากอ่านต่อ ต้องอดทนรอกันไป (เขียนเสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น)**
3 ตุลาคม 2548
|
โปรดกรอกอาชีพว่า "แม่บ้าน" อย่างภาคภูมิ
|